เมนูหลัก

Login

Username:

Password:

Remember me



Lost Password?

Register now!

ผู้ที่กำลังใช้งาน

18 user(s) are online (3 user(s) are browsing Content)

Members: 0
Guests: 18

more...

ปฏิทิน

May 2013
Add event Submit event
S M T W T F S
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  
ประวัติพุทธสาวก | อุบาสิกา | นางนกุลมารดาคหปตานี

นางนกุลมารดาคหปตานี

เอตทัคคะในฝ่ายผู้มีความคุ้นเคยในพระศาสดา


นางนกุลมารดา เกิดในตระกูลเศรษฐีในเมืองสุงสุมารคิรี แคว้นภัคคะ เมื่อเจริญวัย
ได้แต่งงานกับนกุลบิดาคฤหบดี จนมีบุตรตั้งชื่อว่า ‘‘นกุล’’ ชนทั้งหลายจึงเรียก สองสามีภรรยาว่า ‘‘นกุลบิดา และ นกุลมารดา’’




กล่าวตู่ว่าพระพุทธองค์เป็นลูก

ครั้ง หนึ่งพระผู้มีพระภาคอันภิกษุสงฆ์แวดล้อมติดตาม เสด็จจาริกไปถึงพระนคร สุงสุมารคิรี แล้วเสด็จเข้าประทับ ณ เภสกลาวัน ขณะนั้น นกุลเศรษฐีและภริยาพร้อมด้วยเหล่าชาวเมืองสุงสุมารคิรีได้พากันไปเฝ้าพระผู้ มีพระภาคเจ้า ณ ที่ประทับ ทันทีที่เศรษฐีและภริยาได้แลเห็นพระผู้มีพระภาค เท่านั้นความรักประหนึ่งว่า พระพุทธองค์เป็นบุตรในอุทรของตนก็เกิดขึ้น สองสามีภริยาหมอบลงแทบพระยุคลบาทของพระบรมศาสดาแล้วกราบทูลว่า

“ลูกเอ๋ย เจ้าทิ้งพ่อแม่ไปสิ้นกาลช้านาน บัดนี้เจ้าไปอยู่ ณ ที่ใดมา ?”

จาก อาการกิริยาและคำพูดของเศรษฐีและภรรยานั้น สร้างความสับสนฉงนสนเท่ห์แก่ภิกษุสงฆ์และพุทธบริษัทในสมาคมนั้น เพราะต่างก็ทราบดีว่าพระพุทธองค์เสด็จ ออกบรรพชาจากศากยสกุล กรุงกบิลพัสดุ์ และชาวเมืองสุงสุมารคิรีก็ทราบดีว่า เศรษฐีสองสามีภรรยามีญาติร่วมสายโลหิตและทายาทกี่คน เหตุไฉนท่านจึงกล่าวตู่ว่า พระผู้มีพระภาคเป็นบุตรของตน แม้พระบรมศาสดาก็มิได้ตรัสห้ามประณาม เศรษฐีสองสามีภรรยานั้นแต่ประการใดเลย ด้วยเศรษฐีทั้งสองมีสติเต็มไปด้วยความรัก และปีติสุดที่จะยับยั้งได้ พระพุทธองค์ทรงรอโอกาสเมื่อพวกเขากลับได้สติ วางใจเป็นกลางแล้ว จึงทรงแสดงธรรมตามสมควรแก่อัธยาศัยยังบุคคลทั้งสองให้ดำรงอยู่ในพระโสดา ปัตติผล แล้วทรงยกเรื่องในอดีตชาติมาประกาศในท่ามกลางพุทธบริษัท ให้ทราบทั่วกันว่า

“ใน อดีตชาติ เศรษฐีสองสามีภรรยานี้เคยเป็นบิดามารดาของตถาคต ๕๐๐ ชาติ เคยเป็นปู่ เป็นย่า ๕๐๐ ชาติ เคยเป็นลุง เป็นป้า ๕๐๐ ชาติ เคยเป็นอาเป็นน้า ๕๐๐ ชาติ ดังนั้นเพราะ ความรักความผูกพันที่ติดตามมาตลอดช้านานนี้พอได้เห็นตถาคต จึงสุดที่จะอดกลั้นความรักนั้นไว้ได้”

พระบรมศาสดา ครั้นได้ประทานสุขสมบัติในเทวโลกและสุขสมบัติในอริยภูมิแก่ชาวสุงสุมารคิรีแล้ว เสด็จจาริกไปยังคามนิคมอื่น ๆ โดยลำดับ




แม้ทางใจก็ไม่เคยคิดชั่ว

ครั้น กาลต่อมา พระบรมศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์แวดล้อมตามเสด็จมายังพระนครสุงสุมารคิรีอีก เศรษฐีและภรรยาซึ่งทั้งสองเข้าสู่วัยชราภาพแล้ว ได้ทราบข่าวการเสด็จมาของพระผู้มีพระภาค จึงพากันไปเฝ้ากราบถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ได้กราบอาราธนาเพื่อเสวยพระกระยาหารในวันรุ่งขึ้น พระพุทธองค์ทรงรับด้วยดุษณีภาพ เมื่อได้เวลาทรงพาภิกษุสงฆ์เสด็จไปยังบ้านของนกุลเศรษฐี ซึ่งสองสามีภรรยานั้นได้อังคาสถวายภัตตาหารแด่พระพุทธองค์พร้อมภิกษุสงฆ์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว พากันเข้าไปนั่งใกล้ ๆ ณ ที่อันสมควรแก่ตนนางนกุลมารดาคหปตานี ได้กราบทูลว่า

“ข้า แต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์กับนกุลบิดาคฤหบดีนี้ แต่งงานกันมาตั้งแต่ครั้งอยู่ในวัยหนุ่มสาวตราบจนบัดนี้ ข้าพระองค์มิได้รู้สึกเลยว่า นกุลบิดาคฤหบดีผู้สามีจะนอกใจแม้ทางใจ ดังนั้น เขาจะนอกใจทางกายได้อย่างไร ข้าพระองค์ปรารถนาจะพบกันและกัน ทั้งในปัจจุบันทั้งในภายภาคหน้าพระเจ้าข้า”

แม้นกุล บิดาคฤหบดี ก็ได้กราบทูลความอย่างเดียวกัน และพระพุทธองค์ก็ได้แสดงหลักธรรมที่จะทำให้สามีภรรยาครองรักกันยั่งยืนตลอด ไป ทั้งภพนี้และภพหน้าไว้ว่า

‘‘ดูกร คฤหบดีและคฤหปตานี ถ้าภรรยาและสามีทั้งสองหวังจะพบกันและกันทั้งในปัจจุบันทั้งในสัมปรายภพไซร้ ทั้งสองเที่ยวพึงเป็นผู้มีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีจาคะเสมอกัน มีปัญญาเสมอกัน ภรรยาและสามีทั้งสองนั้น ย่อมได้พบกันและกัน ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ ฯ’’

พระ ผู้มีพระภาคประทับอยู่ ฯ นครสุงสุมารคิรี ตามสมควรแก่พระอัธยาศัยแล้วทรงพาหมู่ภิกษุสงฆ์เสด็จจาริกโปรดเวไนยสัตว์ ตามคามนิคมชนบทอื่น ๆ โดยลำดับ




นกุลมารดากระทำสัจกิริยาเพื่อให้นกุลบิดาหายป่วย

สมัยหนึ่ง นกุลบิดาคฤหบดีล้มป่วยลง มีทุกข์เป็นไข้หนักมาก นกุลมารดาเมื่อไม่สามารถจะจัดยาระงับพยาธิของสามีได้ ก็คิดที่จะระงับโรคโดยการบันลือสีหนาท กระทำสัจกิริยา ดังนั้นนางจึงนั่งลงใกล้สามี แล้วกล่าวเตือนเพื่อให้สามีที่ป่วยหนักได้เบาใจ ไม่ต้องเป็นกังวลเสียก่อนว่า

‘‘ถ้านกุลบิดาเป็นห่วงว่านางจะไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรและปกครองบ้านเรือนต่อไป ได้เมื่อ นกุลบิดาสิ้นชีวิตลงละก็ จงอย่าได้เป็นกังวลในเรื่องนั้นเลย เพราะนางเองก็สามารถ ประกอบวิชาชีพ เช่น ปั่นฝ้าย ทอขนสัตว์เป็นต้นได้ เพื่อเลี้ยงชีวิตต่อไป

ถ้านกุลบิดาเป็นห่วงว่าเมื่อตนสิ้นชีวิตลง นางจะได้คนอื่นเป็นสามีละก็ จงอย่าได้เป็นกังวลในเรื่องนั้นเลย เพราะตลอด ๑๖ ปีที่ร่วมชีวิตกันมา นางได้ประพฤติพรหมจรรย์ของคฤหัสถ์ อย่างสม่ำเสมอไม่มีด่างพร้อยเลย

ถ้านกุลบิดาเป็นห่วงว่าเมื่อตนสิ้น ชีวิตลง นางจะเป็นผู้ไม่ต้องการเห็นพระผู้มีพระภาค ไม่ต้องการเห็นพระภิกษุสงฆ์ละก็ จงอย่าได้เป็นกังวลในเรื่องนั้นเลย เพราะนางนั้นเป็นผู้ต้องการเห็นพระผู้มีพระภาคอย่างยิ่งและต้องการเห็นพระ ภิกษุสงฆ์อย่างยิ่ง’’


นางคฤหปตานี ผู้เป็นมารดาของนกุลมาณพ ครั้นได้บันลือสีหนาทโดยองค์ ๓ กล่าวถ้อยคำที่ให้นกุลบิดาเบาใจเหล่านี้แล้ว นางก็ได้ทำสัจกิริยา โดยอ้างพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นสักขีพยาน ปรารภคุณความดีของตน มีศีลเป็นต้น ด้วยองค์ ๓ เหล่านี้ว่า

‘‘ในบรรดาสาวิกาของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ที่ยังเป็นคฤหัสถ์นุ่งห่มผ้าขาว กระทำให้บริบูรณ์ในศีลมีประมาณเท่าใด นางก็เป็นคนหนึ่งในจำนวนสาวิกาเหล่านั้น ถ้าสงสัยในข้อนี้ก็ขอจงไปทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าดูเถิด

ในบรรดา สาวิกาของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ที่ยังเป็นคฤหัสถ์นุ่งห่มผ้าขาว ได้ความสงบใจ ณ ภายใน มีประมาณเท่าใด นางก็เป็นคนหนึ่งในจำนวนสาวิกาเหล่านั้น ถ้าสงสัยในข้อนี้ก็ขอจงไปทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าดูเถิด

ในบรรดา สาวิกาของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ที่ยังเป็นคฤหัสถ์นุ่งห่มผ้าขาว ได้ถึงการหยั่งลง ได้ถึงที่พึ่ง ถึงความเบาใจ ข้ามพ้นความสงสัย ปราศจากความเคลือบแคลง ถึงความแกล้วกล้า ในธรรมวินัยนี้ ไม่มีความเชื่อถือต่อผู้อื่นในศาสนาของพระศาสดา มีประมาณเท่าใด นางก็เป็นคนหนึ่งในจำนวนสาวิกาเหล่านั้น ถ้าสงสัยในข้อนี้ก็ขอจงไปทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าดูเถิด

ด้วยความสัตย์จริงเหล่านี้ ขอพยาธิในร่างกายของนกุลบิดาจงเหือดหายไป กลายเป็นความสำราญด้วยเถิด’’


ครั้งนั้นแล เมื่อนกุลบิดาคฤหบดี อันนกุลมารดาคหปตานีกระทำสัจกิริยาแล้ว ความเจ็บป่วยนั้นได้สงบระงับไปโดยพลัน



ทรงแต่งตั้งอุบาสิกาเป็นเอตทัคคะในฝ่ายผู้มีความคุ้นเคยในพระศาสดา

นกุลมารดาคฤหปตานีนี้นับแต่ได้เห็นพระศาสดา ก็ได้เกิดความรักดุจว่าตนเป็นมารดา ฝ่ายนกุลบิดาคฤหบดีก็ได้เกิดความรักดุจว่าตนเป็นบิดา ท่านทั้งสองเรียกพระผู้มี พระภาคเจ้าว่า ‘‘บุตรของเรา’’ ทั้งนี้เนื่องจากความรักของท่านทั้งสองนั้น มีมาแล้วในภพอื่น ๆ ติดต่อกันมาเป็นเวลานาน

ต่อมาพระพุทธองค์ขณะประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงสถาปนานกุลมารดาคหปตานี ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลาย ในฝ่ายผู้มีความคุ้นเคยในพระ ศาสดา






เรียบเรียงโดย การ์ตูน(ญ)


แหล่งข้อมูล

๑.http://www.84000.org/one/4/10.html
๒.http://www.dharma-gateway.com/ubasok/ ... akool-bida-kahabordee.htm