เมนูหลัก

Login

Username:

Password:

Remember me



Lost Password?

Register now!

ผู้ที่กำลังใช้งาน

12 user(s) are online (2 user(s) are browsing Content)

Members: 0
Guests: 12

more...

ปฏิทิน

September 2014
Add event Submit event
S M T W T F S
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        
พระอนุรุทธเถระ

พระอนุรุทธเถระ

เอตทัคคะในทางทิพจักขุญาณ

 

 

พระราชบิดา พระเจ้าอมิโตทนะ

พระราชมารดา ไม่ปรากฏนาม

 

พี่น้องร่วมมารดา

๑)พระเจ้ามหานามศากยะ ๒) พระอนุรุทธเถระ ๓) พระนางโรหิณี

 

บวชในพระพุทธศาสนา ที่อนุปิยอัมพวัน พร้อมกับ พระภัททิยะ พระอานนท์ พระภัคคุ พระกิมพิละ และพระเทวทัต

 

บรรลุอรหัตตผล ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ พรรษาที่ ๘ ของพระพุทธองค์ ณ ที่ปาจีนวังสทายวัน แคว้นเจติยะ

พระธรรมที่ได้ฟังแล้วบรรลุอรหัตตผล มหาปุริสวิตกสูตร

 

ปรินิพพาน กลับไปจำพรรษาสุดท้ายที่เวฬุวคาม หลังพุทธปรินิพพาน

 

 

 บุพพกรรมสมัยพระปทุมมุตตรพุทธเจ้า

พระอนุรุทธเถระเป็นยอดแห่งภิกษุทั้งหลายในเรื่องทิพจักษุญาณ 
พระอนุรุทธะจะเจริญอาโลกกสิณตรวจดูเหล่าสัตว์ตลอดเวลายกเว้นเวลาฉันเท่านั้น 
ครั้งเมื่อพระปทุมมุตตรพุทธเจ้า อุบัติขึ้นในโลก สมัยนั้นพระอนุรุทธะ ได้เดินทางไปฟังธรรมที่วิหารของพระพุทธองค์ ท่านเป็นกุฎุมพี(อ่านว่า กุ-ดุม-พี)
คำว่ากุฎุมพี แปลว่าคนที่มีฐานะรวย มั่งคั่ง เป็นกฎุมพีผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ปรากฏว่าชื่ออะไร  ท่านได้แสดงความเคารพพระพุทธเจ้าแล้วก็ยืนอยู่ท้ายๆฟังพระธรรมจากพระพุทธเจ้า
แล้วขณะนั้นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งในตำแหน่งเอตทัคคะผู้มีทิพยจักษุญาณ 
เมื่อได้เห็นเช่นนั้นก็เกิดความประทับใจ จับจิตใจแล้วก็คิดขึ้นในใจว่าเราควรปราถนาเป็นเหมือนพระเถระรูปนี้ในพระศาสนาพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล
จากนั้นจึงเดินเข้าไปทูลนิมนต์พระพุทธเจ้ากับพระภิกษุสงฆ์ หนึ่งแสนรูป เพื่อเสวยในวันถัดมา พระพุทธองค์รับนิมนต์แล้วโดยดุษฎีภาพ(นิ่งอยู่)
ในวันที่ถวายทานท่านพระอนุรุทธะจึงได้คิดว่า เรามีความปราถนาสิ่งที่ใหญ่จะถวายทานเพียงเล็กน้อยคงไม่ควร จึงทูลนิมนต์พระพุทธองค์ว่า 
ผมปราถนาสิ่งที่ยิ่งใหญ่ของผลทานนี้ขอพระองค์และพระภิกษุสงฆ์ทรงรับนิมนต์การถวายทานตลอด ๗ วันเถิดพระเจ้าข้า
พระพุทธองค์ทรงรับนิมนต์แล้ว พระอนุรุทธะก็ได้ทำการถวายทานพระภิกษุสงฆ์หนึ่งแสนมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข อยู่ ๗ วันได้ถวายผ้าไตรจีวรอย่างดีกับพระพุทธเจ้า

และภิกษุสงฆ์ หนึ่งแสนรูปนั้น จากนั้นได้กล่าวว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ กระผมได้ถวายทานตลอด ๗ วันนี้ ไม่ได้หวังในทิพยสมบัติหรือมนุษยสมบัติ
พระองค์ตั้งพระภิกษุรูปหนึ่งในตำแหน่งเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายด้านทิพยจักษุญาณ ขอให้ข้าพระองค์ได้เป็นเหมือนภิกษุรูปนั้นในอนาคตกาลเถิดพระเจ้าข้า

พระปทุมมุตตรพุทธเจ้าทรงตรวจดูด้วยอำนาจพุทธญาณแล้วตรัสว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ อีกแสนกัปในอนาคต พระโคดมพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นในโลก ท่านจะชื่อว่าอนุรุทธะ
จะเป็นยอดแห่งภิกษุทั้งหลายในด้านทิพยจักษุญาณในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เมื่อตรัสแล้วก็กระทำภัตตานุโมทนาแล้วก็เสด็จกลับไปพระวิหาร
ท่านพระอนุรุทธะ ก็ได้ทำกุศลกรรมไม่ขาด ตราบที่พระปทุมมุตตรยังมีพระชนม์อยู่ เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว 
เมื่อพุทธสาวกทั้งหลายได้สร้างเจดีย์ทองประมาณ ๗ โยชน์จนเสร็จแล้ว
พระอนุรุทธะได้ถามกับพระภิกษุสงฆ์ว่า อะไรเป็นปริกรรมของทิพยจักษุครับ พระภิกษุตอบว่า ควรให้ทานประทีปโคมไฟนะอุบาสก
พระอนุรุทธะจึงกล่าวว่าดีละ งั้นผมจะสร้างต้นประทีปให้ใหญ่เท่ามีโคมไฟ พันดวง จำนวนพันต้น  แล้วก็สร้างให้เล็กกว่านั้น แล้วก็สร้างให้เล็กกว่านั้นอีก 
ก็รวมความว่า สร้างประทีปหลายพันต้น ประทีปที่เหลือประมาณไม่ได้
กุฎุมพีผู้นี้ได้ทำกุศลกรรมอย่างนี้ แล้วพอตายจากภพนั้นก็ท่องเที่ยวในเกิดในเทวโลก และมนุษยโลก ล่วงไปแสนกัป

บุพพกรรมสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า

พระอนุรุทธะเกิดเป็นกุฎุมพีใกล้กรุงพาราณสี เมื่อพระกัสสปพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว เมื่อมหาชนสร้างเจดีย์สำเร็จแล้ว ประมาณ ๑ โยชน์ 
กุฎุมพีผู้นี้ได้ ทำภาชนะทำด้วยสัมริด จำนวนมากมาย บรรจุเนยใสเต็ม จุดไส้ตะเกียงพันดวง รอบๆขอบปากภาชนะสัมริดนั้น เอาผ้าเก่าที่เป็นจอมหุ้มไว้ตรงกลาง 
ให้จุดไฟเทินภาชนะสำริด วนรอบเจดีย์ประมาณ ๑ โยชน์ตลอดคืนยันรุ่ง ท่านประกอบกุศลกรรมจนหมดอายุขัย ได้สิ้นชีวิตแล้วไปบังเกิดในเทวโลก 
แล้วจากนั้นไปบังเกิดเป็นคนใช้ของสุมนเศรษฐี เป็นคนหาบหญ้า ชื่อว่า อันนภาระ
สุมนเศรษฐีเป็นคนใจดี ได้ให้ทานกับคนยากจนกำพร้า คนเดินทาง วณิพก ยาจก ทุกๆวันที่ประตูเรือนของตน

อยู่มาวันหนึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่า อุปริฏฐะ ได้เข้านิโรธสมาบัติและออกจากนิโรธสมาบัติ  ที่ภูเขาคันธมาทน์ แล้วได้พิจารณาว่า เราจะสงเคราะห์กับผู้ใดดีหนอ
ก็ปรากฏเห็นอันนภาระ พระอุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้า ได้ทราบว่า อันนภาระจะออกจากดงมายังบ้านของเขาแล้วจึงถือบาตรและห่มจีวรเหาะมายังบ้านอันนภาระ 
ปรากฏกายให้อันนภาระได้เห็น

เมื่ออันนภาระได้เห็นแล้วก็จึงกล่าวกับพระอุปริฏฐะว่า พระคุณเจ้าท่านได้อาหารบ้่างไหมครับ

พระอุปริฏฐะ ได้กล่าวว่า ยังไม่ได้เลย แต่จะได้จากท่านนี่แหล่ะท่านผู้มีบุญมาก เราทราบว่าท่านมีบุญมากจึงมาในที่นี้

ลำดับนั้น อันนภาระ ได้รับเอาบาตรของพระอุปริฏฐะ แล้วเข้าไปในบ้าน

จากนั้นไปถามภรรยาของตนว่า นางผู้เจริญ อาหารในส่วนที่เป็นของฉันมีอยู่ไหม นางก็ตอบว่ามีอยู่จ๊ะนาย
จากนั้นเขาก็ไปรับบาตรจากมือพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วก็นำไป กล่าวกับภรรยาว่า นางผู้เจริญ ที่พวกเรายากจนมาเป็นคนใช้เขาเพราะว่าไม่เคยทำบุญเอาไว้ในชาติก่อน
จงใส่อาหารที่เป็นส่วนของฉันลงในบาตรนี้  ภรรยาจึงคิดว่า สามีเราได้ให้ทานที่เป็นส่วนของเขาเราก็ควรให้ทานในส่วนของเราเช่นกัน 
ก็จึงใส่อาหารทั้งส่วนของอันนภาระและส่วนของนางเองลงในบาตรของพระอุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้า 
อันนภาระนำบาตรที่ใส่อาหารกลับมาถวายคืนพระอุปริฏฐะปัจเจกพุทธเจ้า แล้วกล่าวว่า ด้วยทานที่กระผมได้ถวายแล้วนี้ ขอความเป็นผู้ขัดสนยากจนอย่าได้มีกับผมอีก

ขึ้นชื่อว่าคำว่าไม่มีจงอย่าได้มีกับผมในชาติใดๆต่อไปอีกเลย

พระอุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้าก็จึงกล่าวว่า เอวัง โหตุ แปลว่า ขอความปราถนาของท่านจงเป็นไปตามนั้นเถิด

ลำดับนั้นเทวดาที่สิงอยู่ที่ฉัตรของสุมนเศรษฐี ได้เปล่งวาจาออกเสียงอันดังว่า สาธุ สาธุ สาธุ ทานที่อันนภาระ ให้กับพระอุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้านั้น เป็นทานที่ยอดเยี่ยม  เมื่อสุมนเศรษฐีได้ยินเสียงเทวดาสาธุการ ก็แปลกใจว่า ตนเองเคยให้ทานไว้มากมายแต่เทวดาไม่เคยให้สาธุการ 

แสดงว่าทานนี้ย่อมมีความสำคัญ ดังนั้นจึงคิดในใจว่า ทานนี้เราต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับบุญนี้ จึงได้เรียกอันนภาระมาแล้วสอบถามว่า

วันนี้อันนภาระ ท่านได้ให้ทานกับใครบ้าง อันนภาระก็บอกว่า ให้ทานกับพระปัจเจกพุทธเจ้าครับ สุมนเศรษฐีก็จึงกล่าวว่า เอาเงินนี้ไป แล้วจงให้บุญของเธอนั้นกับฉัน แต่อันนภาระก็ปฏิเสธ ว่า บุญที่ผมทำด้วยศรัทธาแล้วบุญนี้คงแบ่งไม่ได้ครับ

สุมนเศรษฐีก็จึงขึ้นราคาให้เป็น ๑๐๐๐ กหาปณะ เธอจงรับเงินพันกหาปณะไปแล้วให้ส่วนบุญกับฉันเถิด พอได้ยินดังนั้นอันนภาระก็จึงเห็นใจเจ้านาย อยากจะให้เจ้านายได้บุญ ก็จึงกล่าวว่า

ผมไม่แน่ใจว่า การให้ส่วนบุญนี้สามารถทำได้หรือไม่ จะขอไปถามพระปัจเจกพุทธเจ้าก่อน 

ในขณะนั้นพระปัจเจกพุทธเจ้ายังไม่ได้ไปไกล อันนภาระเดินทางไปทันแล้ว แล้วจึงถามพระอุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้าว่า พระคุณเจ้า

ท่านสุมนเศรษฐีเจ้านายกระผมให้เงินผมหนึ่งพันกหาปณะและขอรับส่วนบุญที่ผมทำไปกับพระคุณเจ้า ผมจะสามารถให้ส่วนบุญได้หรือไม่ครับ

พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า ่บัณฑิต เราจะอุปมาให้เห็นว่า ถ้าในตำบลนี้มีคนร้อยตระกูล เราจุดประทีปไว้ในบ้านเรือนหลังหนึ่ง แล้วตระกูลในตำบลนี้นำตะเกียงมาต่อจาก

ประทีปที่เราจุดไว้ ประทีปดวงนั้นจะยังอยู่ไหม
อันนภาระจึงกล่าวว่า ไม่ลดครับ 
ข้อนี้ก็เช่นกัน เราให้เขาโมทนาบุญ ยินดีในบุญนั้น ก็สามารถโมทนาบุญกันได้ไม่มีจำกัด ใครจะมาโมทนาบุญเรานั้น บุญนั้นก็ไม่ได้ลดลงไป

อันนภาระจึงกราบพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วกลับไปบอกสุมนเศรษฐีว่า ท่านครับ เงินที่ท่านให้ผมไม่เอาหรอกครับ ผมให้ท่านโมทนาบุญด้วยความศรัทธา ไม่ต้องการแลก

ด้วยเงิน ท่านสุมนเศรษฐีจึงกล่าวว่า เราก็ให้ทรัพย์ท่านด้วยความศรัทธาเช่นกัน ต่อไปนี้ไม่ต้องเป็นคนใช้แล้วนะ จงปลูกเรือนที่ใกล้ถนนเถิดนะ หากว่าต้องการสิ่งใดเราจะ

ให้แก่ท่าน อันนภาระจึงได้ปลูกบ้านอยู่ในบ้านของสุมนเศรษฐีนั่นเอง เศรษฐีมอบทรัพย์ให้จำนวนมาก
ความทราบถึงพระราชา พระราชาเรียกอันนภาระไปเข้าเฝ้าแล้วพระราชทานทรัพย์ให้และแต่งตั้งให้เป็นเศรษฐีอีกท่านหนึ่ง
อันนี้เป็นผลจากการถวายทานพระปัจเจกพุทธเจ้าที่ออกจากนิโรธสมาบัติ 
ตั้งแต่วันนั้นมาเศรษฐีทั้งสองท่านก็ได้ประกอบกุศลกรรมเรื่อยมา พอตายแล้วก็ไปเกิดในเทวโลกเวียนว่ายในเทวโลกและมนุษย์เป็นเวลาช้านาน

 

เมื่อพระสิทธัตถราชกุมารอุบัติขึ้นในโลก เจ้าชายอนุรุทธทรงปฏิสนธิในครรภ์ของพระราชมารดาซึ่งเป็นชายาของพระเจ้าอมิโตทนะ ซึ่งเป็นน้องชายของพระเจ้าสุทโธทนะ
เป็นสุขุมาลาชาติอย่างยิ่ง 

 

เมื่อครั้งหนึ่งเจ้าชายอนุรุทธเล่นพนันกับเพื่อนๆแล้วพอใครแพ้จะต้องเสียขนม เมื่อการเล่นพนันทำให้เจ้าชายอนุรุทธแพ้ถึง ๓ ครั้ง ก็ได้เสียขนม ๓ ครั้ง เมื่อครั้งที่ ๔ ได้เีสียพนันขนมอีก จึงได้ให้คนรับใช้ไปเอาขนมจากพระมารดาเช่นเดิม แต่พระมารดาบอกว่า ขนมไม่มี จึงให้คนรับใช้ไปแจ้งกับเจ้าชายอนุรุทธว่า ขนมไม่มี เมื่อเจ้าชายอนุรุทธได้ยินเช่นนั้น ก็จึงบอกว่า ขนมไม่มีเป็นอย่างไรอยากจะลองกินดู ด้วยความที่ท่่านไม่เคยได้ยินคำว่าไม่มี

เมื่อพระมารดาได้รับฟังจากคนใช้ก็จึงคิดว่า ลูกชายเราึคงจะไม่รู้จักคำว่าไม่มี ดังนั้นวันนี้จะให้ลูกชายเรารู้จักคำนี้สักหน่อยว่า เป็นอย่างไร ก็จึงได้นำถาดทองคำเปล่าใบหนึ่งแล้วปิืดฝา ให้คนรับใช้ไปถวายเจ้าชาย 

แต่เรื่องไม่เป็นอย่างพระมารดาคิด เมื่อเทวดาได้เห็นดังนั้น จึงได้ระลึกได้ว่าอันนภาระเคยถวายทานพระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่าพระอุปริฏฐะ อธิษฐานว่าขอให้ข้าพเจ้าจงไม่รู้จักคำว่าไม่มี เทวดาจึงได้เนรมิตขนมในถาดทองคำนั้น

กลิ่นของขนมได้ฟุ้งไปทั่วพระนคร พอขนมแตะลิ้นรสขนมก็ซาบซ่านไปทุกต่อมรับรส เป็นขนมที่อร่อยมาก เมื่อพระสหายและเจ้าชายอนุรุทธได้กินก็ชอบใจมาก

เมื่อเป็นเช่นนั้นพระอนุรุทธจึงคิดน้อยใจพระมารดา และกลับมาต่อว่าพระมารดาว่า ท่านแม่ คงจะไม่รักลูกซะแล้ว

เมื่อคราวก่อนๆไม่เคยทำขนมไม่มีให้ลูกกินเลย เมื่อพระมารดาทราบดังนั้นก็จึงถามคนรับใช้ว่า ในถาดนั้นมีอะไร

คนรับใช้ก็ตอบว่าไม่มีอะไีรเป็นถาดเปล่า พระมารดาจึงได้ทราบว่า ลูกเราเป็นผู้มีบุญมาก เทวดาได้เนรมิตขนมให้ลูกเรา ดังนั้น เมื่ือคราใดที่เจ้าชายอนุรุทธอยากกินขนมไม่มี พระมารดาจะนำถาดเปล่าปิดฝาไปให้แล้วเจ้าชายอนุรุทธก็จะได้กินขนมไม่มีเสมอมา

 

ครั้งหนึ่งการสนทนาของเจ้าศากยะ ต่างเถียงกันว่า อาหารเกิดจากที่ไหน ด้วยความสุขสบายเจ้าศากยะในกลุ่มนั้นไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วอาหารเกิดขึ้นที่ไหน
เจ้าอนุรุทธะกล่าวขึ้นว่า อาหารเกิดขึ้นจากถาดทองคำใบใหญ่ เพราะว่าตนเคยเห็นอาหารแต่ในถาดไม่เคยเห็น จากที่อื่น
เจ้าชายภัททิยะจึงแย้งว่า ไม่ใช่อย่างนั้น อาหารเกิดขึ้นในหม้อข้าวต่างหาก เพราะว่าตนเคยเห็นแต่คนนำมาจากหม้อข้าว
เจ้าชายกิมพิละจึงแย้งว่า ไม่ใช่อย่างนั้น อาหารเกิดขึ้นในฉางข้าวต่างหาก เพราะว่าตนเคยเห็นเขานำข้าวออกจากฉาง

สรุปแล้วเจ้าชายสามท่านมีความเป็นอยู่สุขสบาย เป็นผู้มีบุญมากจนไม่รู้ว่าการงานเป็นอย่างไร แม้อาหารเกิดที่ไหนก็ไม่ทราบ

เมื่อเจ้าชายมหานามะ ได้ถามเจ้าชายอนุรุทธว่าบัดนี้ศากยวงศ์ได้ออกบวชติดตามพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า 

ตระกูลเราจะต้องมีใครคนใดคนหนึ่งออกบวช จะเป็นพี่หรือไม่ก็น้อง น้องเห็นควรว่าอย่างไร 

เจ้าอนุรุทธจึงกล่าวว่า “เสด็จพี่ ที่เรียกว่าบรรพชานั้น คืออะไร”
“ที่เรียกบรรพชาก็คือการปลงพระเกศาและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสต์ บรรทมเหนือ
พื้นดิน และบิณฑบาตเลี้ยงชีพตามกิจของสมณะ”
“เสด็จพี่ หม่อมฉันไม่เคยทุกข์ยากลำบากอย่างนั้น ขอให้เสร็จพี่บวชเองเถิด”
“อนุรุทธะ ถ้าอย่างนั้น เจ้าก็ต้องศึกษาเรื่องการงาน และการครองเรือนให้เข้าใจเป็น
อย่างดี”

เสด็จพี่ “การงานที่ว่านั้น คืออะไร ?"

เจ้าชายมหานามะ ได้สดับคำถามของพระอนุชาดังนั้น จึงได้ยกเอาเรื่องการทำนาขึ้นมา
สอน เริ่มด้วยการไถ การหว่าน การดูแลรักษา ตลอดจนการเก็บเกี่ยว การนวด และการนำเข้า
เก็บในยุ้งฉาง อย่างนี้แหละ เรียกว่า “การงาน” 
“เสด็จพี่ การงานนี้จะสิ้นสุดเมื่อไร ?”

“ไม่มีวันสิ้นสุด เมื่อถึงฤดูกาลก็ต้องทำอย่างนี้ตลอดไป วนเวียนหาที่สุดมิได้"

เมื่อเจ้าชายอนุรุทธได้ฟังวิธีการทำนาของเจ้าชายมหานามะ ก็จึงเห็นว่าการทำนานั้นยุ่งยากมากไม่มีที่สิ้นสุด 

จึงตัดสินใจออกบวช 

กราบทูลเจ้าพี่มหานามะว่า “ถ้าเช่นนั้นขอให้เสด็จพี่อยู่ครองเรือน
เถิด หม่อมฉันจักบวชเอง ถึงแม้การบวชจะลำบากกว่าการเป็นอยู่ในฆราวาสนี้ ก็ยังมีภาระที่
น้อยกว่า และมีวันสิ้นสุด

ตายดีกว่าถ้าไม่ได้บวช

เมื่อตกลงกันเช่นนี้แล้ว เจ้าชายอนุรุทธะจึงเข้าไปเฝ้าพระมารดา กราบทูลให้ทรงทราบ

เรื่องที่ตกลงกับเจ้าพี่มหามานะ แล้ว กราบทูลขอลาบวชตามเสด็จพระบรมศาสดา พระมารดาได้

ฟังก็ตกพระทัยตรัสห้ามไว้ถึง ๓ ครั้ง แต่พระโอรสก็ยืนยันจะบวชให้ได้ ถ้าไม่ทรงอนุญาต

ก็จะขออดอาหารจนตาย และก็เริ่มไม่เสวยอาหารตั้งแต่บัดนั้น ในที่สุดพระมารดาเห็นว่าการ

บวชยังมีโอกาสได้เห็นโอรสดีกว่าปล่อยให้ตาย อนึ่ง อนุรุทธะนั้น เมื่อบวชแล้วได้รับความ

ลำบากก็คงอยู่ได้ไม่นานก็จะสึกออกมาเอง

พระมารดาจึงตกลงอนุญาตให้บวช แต่มีข้อแม้ว่า ถ้าเจ้าชายภัททิยะพระสหายออกบวช

ด้วยจึงจะให้บวช เจ้าชายอนุรุทธะดีใจรีบไปชวนเจ้าชายภัททิยะให้บวชด้วยกันโดยกล่าวว่า

“การบวชของเราเนื่องด้วยท่าน ถ้าท่านบวชเราจึงจะได้บวช” อ้อนวอนอยู่ถึง ๗ วัน

เจ้าชายภัททิยะจึงยอมบวชด้วย

ในครั้งนั้น เจ้าชายศากยะ ๕ พระองค์ เจ้าชายภัททิยะ เจ้าชายอนุรุทธะ เจ้าชายอานนท์

เจ้าชายภัคคุ และ เจ้าชายกิมพิละ และเจ้าชายฝ่ายโกลิยะ ๑ พระองค์ คือ เจ้าชายเทวทัต พร้อม

ด้วยอำมาตย์ช่างกัลบกอีก ๑ คน ชื่อ อุบาลี รวมเป็น ๗ เสด็จออกเดินทางไปเฝ้าพระบรมศาสดาที่

อนุปิยอัมพวัน เมืองพาราณสี ในระหว่างทางเจ้าชายทั้ง ๖ ได้เปลื้องเครื่องประดับอันมีค่าส่ง

มอบให้อุบาลีช่างกัลบกที่ติดตามไปด้วย พร้อมทั้งตรัสสั่งว่า:-

“ท่านจงนำเครื่องประดับเหล่านี้ไปจำหน่ายขายเลี้ยงชีพเถิด”

อุบาลี รับเครื่องประดับเหล่านั้นแล้วแยกทางกลับสู่พระนครกบิลพัสดุ์ พลางคิดขึ้นมา

ว่า “ธรรมดาเจ้าศากยะทั้งหลายนั้นดุร้ายนักถ้าเห็นเรานำเครื่องประดับกลับไปก็จะพากันเข้าใจว่า

เราทำอันตรายพระราชกุมารแล้ว นำเครื่องประดับมาก็จะลงอาญาเราจนถึงชีวิต อนึ่งเล่า เจ้าชาย

ศากยกุมารเหล่านี้ ยังละเสียซึ่งสมบัติอันมีค่าออกบวชโดยมิมีเยื่อใย ตัวเรามีอะไรนักหนาจึงจะ

มารับเอาสิ่งของที่เขาทิ้งดุจก้อนเขฬะนำไปดำรงชีพได้”

เมื่อคิดดังนั้นแล้ว จึงแก้ห่อนำเครื่องประดับทั้งหลายเหล่านั้นแขวนไว้กับต้นไม้แล้ว

กล่าวว่า “ผู้ใดปรารถนาก็จงถือเอาตามความประสงค์เถิด เราอนุญาตให้แล้ว” จากนั้นก็ออกเดิน

ทางติดตามเจ้าชายทั้ง ๖ พระองค์ ไปทันที่อนุปิยอัมพวัน กราบทูลแจ้งความประสงค์ขอบวชด้วย

 ให้อุบาลีกัลบกบวชก่อน

เจ้าชายอนุรุทธะ เมื่อทราบความประสงค์ของอุบาลีเช่นนั้น จึงกราบทูลพระบรมศาสดา

ว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์เป็นกษัตริย์ มีขัตติยมานะแรงกล้า ขอพระองค์ประทาน

การบรรพชาแก่อุบาลี ผู้เป็นอำมาตย์รับใช้ปวงข้าพระองค์ก่อนเถิด เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะ

ได้แสดงคารวะกราบไหว้ อุบาลี ตามประเพณีนิยมของพระพุทธสาวก จะได้ปลดเปลื้อง

ขัตติยมานะให้หมดสิ้นไปจากสันดาน”

พระพุทธองค์ตรัสอนุโมทนา แล้วประทานการบรรพชาแก่อุบาลีก่อนตามประสงค์

แล้วประทานการบรรพชาแก่กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์ภายหลัง เมื่อบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ

ในพระพุทธศาสนาแล้ว

พระภัททิยะ ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ พร้อมไตรวิชาภายในพรรษานั้น

พระอนุรุทธะ ได้สำเร็จทิพยจักษุญาณก่อนแล้วภายหลังได้ฟังพระธรรมเทศนา

มหาปุริสวิตกสูตร ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

พระอานนท์ ได้บรรลุเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน

พระภัคคุ เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

พระกิมพิละ เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

พระเทวทัต ได้บรรลุธรรมชั้นฤทธิ์ปุถุชนอันเป็นโลกิยะ

พระอุบาลี ศึกษาพุทธพจน์แล้ว เจริญวิปัสสนากรรมฐาน

ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ภายในพรรษานั้น

พระอนุรุทธะ เมื่ออุปสมบทแล้ว ได้เรียนกรรมฐานจากพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรแล้ว

เข้าไปสู่ป่าปาจีนวังสมฤคทายวัน ขณะเจริญสมณธรรมอยู่นั้นได้ตรึกถึงมหาปุริสวิตก ๗ ประการ

คือ:-

๑ ธรรมนี้ของผู้มีความปรารถนาน้อย ไม่ใช่ของผู้มีความปรารถนาใหญ่

๒ ธรรมนี้ของผู้สันโดษ ยินดีด้วยของที่มีอยู่ ไม่ใช่ของผู้ไม่สันโดษ

๓ ธรรมนี้ของผู้สงัดแล้ว ไม่ใช่ของผู้ยินดีในหมู่

๔ ธรรมนี้ของผู้ปรารภความเพียร ไม่ใช่ของผู้เกียจคร้าน

๕ ธรรมนี้ของผู้มีสติตั้งมั่น ไม่ใช่ของผู้มีสติหลง

๖ ธรรมนี้ของผู้มีใจตั้งมั่น ไม่ใช่ของผู้มีใจไม่ตั้งมั่น

๗ ธรรมนี้ของผู้มีปัญญา ไม่ใช่ของผู้มีปัญญาทราม

เมื่อพระเถระตรึกอยู่อย่างนี้ พระบรมศาสดาเสด็จไปยังที่อยู่ของพระเถระ ทราบว่าเธอ

กำลังตรึกอยู่อย่างนั้น ทรงอนุโมทนาว่า ดีล่ะ ดีล่ะ แล้วทรงแนะให้ตรึกในข้อที่ ๘ ว่า

๘ ธรรมนี้ของผู้ยินดีในธรรมที่ไม่เนิ่นช้า ไม่ใช่ของผู้ยินดีในธรรมที่เนิ่นช้า

พระอนุรุทธเถระได้เจริญมหาปุริสวิตกสูตร ๘ ประการนี้ไม่นาน 

ในพรรษาที่ ๘ ของพระพุทธองค์ที่ปราจีนวังสทายวัน

วันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๘ จึงบรรลุอรหัตตผล

ปฐมเหตุประเพณีการทอดผ้าบังสุกุล-ผ้าป่า

สมัยหนึ่งท่านพระอนุรุทธเถระ จำพรรษาอยู่ที่เวฬุวันเมืองราชคฤห์ จีวรที่ท่านใช้อยู่นั้น

เก่ามาก ท่านจึงแสวงหาผ้าบังสุกุล (ผ้าเปื้อนฝุ่น) ตามกองขยะ กองหยากเยื่อเพื่อนำมาทำจีวร

ครั้งนั้น อดีตภรรยาเก่าของท่านชื่อ ชาลินี ซึ่งจุติได้เกิดเป็นเทพธิดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เห็น

พระเถระแสวงหาผ้าอยู่เช่นนั้นก็เกิดศรัทธาเลื่อมใส จึงนำผ้าทิพย์มาจากสวรรค์ลงมายังโลก

มนุษย์ และคิดว่า “ถ้าเราจะนำเข้าไปถวายโดยตรง พระเถระก็คงไม่รับแน่” จึงหาอุบายซุกผ้าผืน

นั้นในกองขยะกองหยากเยื่อ มีชายผ้าโผล่ออกมาเพื่อให้พระเถระได้เห็น ในทางที่พระเถระ

กำลังเดินมุ่งหน้าไปทางนั้น พระเถระเห็นชายผ้าผืนนั้นแล้วถึงออกมาพิจารณาเป็นผ้าบังสุกุลและ

คิดว่า “ผ้าผืนนี้เป็นผ้าบังสุกุลที่มีคุณค่ายิ่งนัก” แล้วนำกลับไปสู่อาราม เพื่อจัดการทำจีวร

พระพุทธองค์ช่วยเย็บจีวร

ในการทำจีวรของท่านนั้นเป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก ทั้งนี้ก็เพราะว่าพระบรมศาสดาทรงพา

พระมหาสาวกเป็นจำนวนมากมาร่วมทำจีวร โดยพระองค์เองทรงร้อยเข็ม พระมหากัสสปะนั่ง

อยู่ช่วงต้น พระสารีบุตรนั่งอยู่ตรงกลาง พระอานนท์นั่งอยู่ช่วงปลายสุด ทั้ง ๓ ท่านนี้ช่วยกันเย็บ

จีวร ส่วนพระภิกษุสงฆ์ที่เหลือก็ช่วยกันกรอด้าย พระมหาโมคคัลลานะ กับนางเทพธิดาชาลินี

ช่วยกันไปชักชวนอุบาสกอุบาสิกาในหมู่บ้าน ให้นำภัตตาหารมาถวายพระบรมศาสดาและพระ

ภิกษุสงฆ์ประมาณ ๕๐๐ รูป การเย็บจีวรของพระอนุรุทธะสำเร็จลงด้วยดีภายในวันเดียวเท่านั้น

อนึ่ง กิริยาที่นางเทพธิดาชาลินี นำผ้าไปวางซุกไว้ในกองขยะกองหยากเยื่อ ในลักษณะ

ทอดผ้าบังสุกุลนั้น พุทธบริษัทได้ถือเป็นแบบอย่างในการทอดผ้าบังสุกุล และทอดผ้าป่าใน

ปัจจุบันนี้

พระอนุรุทธเถระได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดาเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายด้านทิพจักขุญาณ

ด้วยเหตุที่พระอนุรุทธได้ตั้งความปราถนาไว้ตั้งแต่สมัยพระปทุมมุัตรพุทธเจ้า

เมื่อครั้งพระพุทธองค์จำพรรษาที่ดาวดึงสเทวโลก พระมหาโมคคัลลานเถระบอกให้พุทธบริษัทถามกับพระอนุรุทธเถระว่าพระบรมศาสดาเสด็จไปที่ไหน นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่าพระอนุรุทธเถระมีความเป็นเลิศด้านทิพจักขุญาณ

ในวันที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานพระอนุรุทธจะทราบตลอดว่าพระพุทธเจ้าทรงปรินิพพานหรือยัง เข้าฌานไหนออกฌานไหน ก็ทราบตลอด  แม้หลังพุทธปรินิพพาน เทวดาไม่ต้องการให้มัลลกษัตริย์เผาพระบรมศพพระบรมศาสดาก่อนที่พระมหากัสสปเถระมาถึง ผู้ที่บอกเหตุนี้ก็คือพระอนุรุทธเถระ

หลังจากได้ร่วมทำสังคายนาพระไตรปิฎกแล้ว พระอนุรุทธเถระก็กลับไปจำพรรษาที่เวฬุวคาม กรุงเวสาลี แคว้นวัชชี

แล้วก็ปรินิพพานที่ ณ ภายใต้ร่มกอไผ่ ที่หมู่บ้านเวฬุวคามนั้น 

เรียบเรียงโดย เปี๊ยก

๒๖ กันยายน ๒๕๕๓

              
ที่มาของแหล่งข้อมูล

๑)  http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=20.0&i=146&p=5

๒) http://www.watpanonvivek.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2471:2010-06-25-07-43-12&catid=37:2010-03-02-03-52-18