พระนางโรหิณี
พระนางโรหิณี เป็นพระราชธิดาของพระเจ้าอมิโตทนะ พี่น้องร่วมพระราชมารดาเดียวกันได้แก่ ๑)พระเจ้ามหานามศากยะ ๒)พระอนุรุทธเถระ ๓)พระนางโรหิณี
พระนางโรหิณีเป็นพระกนิษฐภคินี(น้องสาว)ของพระอนุรุทธเถระ
ในพรรษาที่ ๑๕ พระพุทธองค์ประทับจำพรรษาที่ นิโครธาราม กรุงกบิลพัสดุ์
วันหนึ่งพระพุทธเจ้าแสดงธรรมโปรดพระประยูรญาติที่นิโครธาราม พระประยูรญาติต่างมาฟังธรรมกันมากมาย
แต่ว่าพระนางโรหิณีไม่ได้เข้าไปฟังธรรม เนื่องจากอายต่อสาธารณชนเพราะพระนางเป็นโรคผิวหนังมีแผลพุพองคันไปทั้งตัว จึงไม่กล้าไปพบหน้าผู้คน พระอนุรุทธเถระจึงถามพระประยูรญาติว่าน้องหญิงไปไหนทำไมจึงไม่มาฟังธรรม พระประยูรญาติจึงบอกว่า พระนางเป็นโรคผิวหนังมีแผลพุพองไปทั้งตัวจึงไม่กล้ามา
พระอนุรุทธเถระจึงให้คนไปตามให้พระนางโรหิณีมาพบ เมื่อได้พบแล้วพระนางก็กราบพระอนุรุทธเถระแล้วพระเถระได้แนะนำให้พระนางสร้างโรงฉัน พระนางจึงกล่าวว่าหม่อมฉันจะเอาเงินที่ไหนมาสร้าง
พระเถระจึงถามว่าเครื่องประดับของเธอไม่มีบ้างหรือ พระนางจึงได้กล่าวว่า มีเครื่องประดับอยู่เจ้าค่ะ ราคาสักหนึ่งหมื่นกหาปณะ เธอจึงนำเครื่องประดับนั้นไปขายสร้างศาลาโรงฉันโดยพระญาติได้ช่วยพระนางสร้างศาลาโรงฉันจนสำเร็จ
พอศาลาโรงฉันเสร็จแล้วพระนางโรหิณีก็มีจิตผ่องแผ้ว ปัดกวาดโรงฉัน ปูอาสนะ ตั้งน้ำใช้น้ำฉัน อุปัฏฐากพระภิกษุสงฆ์ตามสมควร พระนางได้สมาทานศีล ฟังธรรมตามกาล โรคผิวหนังก็ค่อยทุเลาเบาบางลง เมื่อถึงวันฉลองศาลาพระนางให้คนไปนิมนต์พระภิกษุสงฆ์จำนวนมากมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข มารับภัตตาหารที่โรงฉันที่พระนางสร้างไว้ พระพุทธเจ้าเสด็จมาเสวยพระกระยาหาร ณ ที่นั้น
พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสถามว่าทานนี้เป็นของใคร พระอนุรุทธเถระก็ทูลตอบว่า ทานนี้เป็นทานของพระ
นางโรหิณี ผู้เป็นพระน้องนางหม่อมฉัน พระพุทธองค์ทรงตรัสถามว่า พระนางโรหิณีไปอยู่ที่ไหนเสียเล่า
พระอนุรุทธเถระทูลตอบว่า อยู่ที่พระตำหนักไม่กล้ามา เพราะละอายที่ตนเป็นโรคผิวหนังอันน่ารัง
เกียจ พระพุทธองค์จึงทรงตรัสรับสั่งให้ไปตามพระนางมา เมื่อพระนางมาแล้วก็ทำการถวายบังคม
แล้วก้มหน้านิ่ง
พระพุทธองค์ได้ตรัสถามพระนางว่า ทำไมไม่มา พระนางก็ทูลตอบว่า หม่ีอมฉันเป็นโรคผิวหนังอันพุพอง
เป็นที่น่ากลัวน่ารังเกียจ จึงได้มีความละอาย เลยไม่กล้าที่จะมาเข้าเฝ้าพระเจ้าข้า พระพุทธองค์ทรงตรัสถาม
ว่า เธอทราบไหมว่า ทำไมจึงเป็นโรคผิวหนัง
พระนางทูลตอบว่า ไม่ทราบพระเจ้าข้า พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ที่เป็นโรคผิวหนังพุพองนั้นก็เพราะ
ความโกรธที่เธอทำไว้ในชาติก่อน จึงทำให้เป็นโรคผิวหนังเป็นแผลพุพองอันน่าเกลียด และ
พระองค์ได้ยกบุพกรรมในอดีตชาติของพระนางโรหิณีมาตรัสเล่าให้ฟัง
กรุงพาราณสี เมื่ออดีตกาล พระนางนั้นได้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้ากรุงพาราณสี พระนางมีความโกรธเคืองหญิงนักฟ้อนรำ
จึงสั่งให้เรียกหญิงนักฟ้อนรำนั้นเข้ามาที่พระตำหนัก แล้วตรัสสั่งคนให้เอาผงเต่าร้างโปรยบนผ้าที่นอน
ของหญิงนักฟ้อนรำนั้น นอกจากจะโรยที่นอนแล้วก็ัยังให้โปรยบนผ้าห่มด้วย เมื่อหญิงนักฟ้อนรำเข้า
มาเฝ้า พระนางก็ทรงโปรยผงเต่าร้างลงไปที่ตัวของนางนักฟ้อนรำแล้ว พระนางทำเป็นหัวเราะเล่น หญิงนัก
ฟ้อนรำนั้นเมื่อโดนผงเต่าร้างโรยมาที่ตัวก็ให้คันเหลือประมาณได้รับทุกขเวทนายิ่ง ตามตัวก็พุพอง
ขึ้นเป็นเม็ดน้อยเม็ดใหญ่ เมื่อเม็ดพุพองขึ้นมาก็เกา เกาหาที่คันเม็ดตุ่มคันก็เเตกเป็นแผล เมื่อนาง
ไปนอนบนที่นอนก็ถูกผงเต่าร้างบนที่นอนนั้นกัดเป็นแผลมากขึ้นอีก นางได้รับทุกข์เวทนาอย่างแรงกล้า
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า เพราะบุพกรรมอันนี้เองน้องหญิงจึงได้เป็นโรคผิวหนังเช่นนี้
จากนั้นก็ได้แสดงธรรมว่า "บุคคลใดไม่พึงโกรธ พึงสละความถือตัวเสีย ควรกำจัดสังโยชน์เสียให้สิ้น
ทุกข์ทั้งหลายย่อมไม่ตกแก่บุคคลเช่นนั้น ผู้ที่ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องกังวล"
เมื่อพระนางได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้วได้บรรลุโสดาบันเป็นพระอริยบุคคลชั้นต้น เมื่อพระนางสำเร็จโสดาบันแล้วผิวพรรณก็ได้ผ่องใสวรรณะดุจทองคำ ในขณะนั้นเอง
อานิสงส์ของการกวาดลานวัด คนโบราณเขาเชื่อถือกันมาว่า ผู้ที่มีโรคผิวหนังพุพองหรือโรคเรื้อน ถ้าได้มาเก็บขยะเก็บใบไม้ที่ ล่วงหล่นปัดกวาดลานวัดให้สวยงามสะอาดตาแล้วนั้น เชื่อกันว่าจะทำให้ผิวพรรณวรรณะงดงามและ ทำให้โรคร้ายหายไปได้ การกวาดวัดนี้มีอานิสงส์ถึง ๕ อย่างคือ
๑. บุคคลเห็นเข้าก็เลื่อมใส ๒. เทวดาเห็นเข้าก็เลื่อมใส ๓. จิตของผู้กวาดตั้งสมาธิได้เร็ว ๔. ผิวพรรณวรรณะผ่องใส ๕. เมื่อตายดับสังขารจากโลกนี้ไปแล้วก็ไปบังเกิดในภพภูมิสวรรค์
เรียบเรียงโดย เปี๊ยก ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๓
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
๑)http://watpanonvivek.com/index.php?option=com_content&view=article&id=1522:2010-02-08-11-44-22&catid=39:2010-03-02-03-51-18 ๒)หนังสือพระพุทธกิจ 45 พรรษา เรียบเรียงโดย สุรีย์ มีผลกิจ-เรือโทวิเชียร มีผลกิจ