เมนูหลัก

Login

Username:

Password:

Remember me



Lost Password?

Register now!

ผู้ที่กำลังใช้งาน

13 user(s) are online (1 user(s) are browsing Content)

Members: 0
Guests: 13

more...

ปฏิทิน

May 2013
Add event Submit event
S M T W T F S
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  
ประวัติพุทธสาวก | อุบาสิกา | พระนางสุปปวาสา

พระนางสุปปวาสา

พระนางสุปปวาสา  โกลิยธิดา
เอตทัคคะในทางผู้ถวายของมีรสประณีต

 

               พระนางสุปปวาสาอุบาสิกาได้รับการแต่งตั้งจากพระบรมศาสดาให้เป็นยอดของ อุบาสิกาทั้งหลายผู้ถวายของอันมีรสประณีต  ก็โดยเหตุ  ๒  ประการ  คือโดยเป็นผู้ยิ่งด้วยคุณ  เพราะท่านแสดงให้ผู้อื่นเห็นได้อย่างชัดเจนในคุณข้อนี้ของท่าน  ไม่เพียงเนื่องจากเหตุข้อนี้เท่านั้น  แต่ยังเป็นการแต่งตั้งโดยเหตุที่ท่านได้ตั้งความปรารถนาไว้ตลอดแสนกัป  ตามเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังต่อไปนี้

ตั้งความปราถนาไว้ในอดีต
               ดังได้สดับมานั้น  พระนางสุปปวาสา  โกลิยธิดานั้น  ครั้งสมัยพระปทุมมุตตรพุทธเจ้า  นางบังเกิดในเรือนสกุล  กรุงหังสวดี  กำลังฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา  เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาอุบาสิกาผู้หนึ่ง  ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่าพวกอุบาสิกาผู้ถวายของมีรสประณีต  จึงกระทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป  แล้วปรารถนาตำแหน่งนั้นบ้าง  ครั้นสิ้นชีวิตลง  นางเวียนว่ายอยู่ในภพภูมิเทวดาและมนุษย์ถึงแสนกัป
บุรพกรรมเมื่อครั้งเกิดร่วมสมัยกับพระโพธิสัตว์และพระสีวลีเถระ
                ในอดีตกาล  ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี  พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในพระอุทรแห่งพระมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตพระองค์นั้น  ทรงเจริญวัยแล้ว  ทรงศึกษาสรรพศิลปวิทยา  ณ  เมืองตักกศิลา  ครั้นพระชนกเสด็จทิวงคต  ก็ทรงครองราชสมบัติโดยธรรม
                ท่านก็ได้จุติจากเทวโลก  มาบังเกิดเป็นมเหสีของพระเจ้าพาราณสี  ต่อมาพระเจ้าโกศลทรงกรีธากองพลใหญ่มายึดกรุงพาราณสี  ทรงปลงพระชนม์พระเจ้าพาราณสีและได้สถาปนาพระอัครมเหสีของพระ ราชานั้นให้เป็นอัครมเหสีของพระองค์  ฝ่ายพระราชโอรสของพระเจ้าพาราณสี  ในเวลาที่พระบิดาถูกปลงพระชนม์  ได้ทรงหนีออกทางประตูระบายน้ำ  รวบรวมญาติมิตรและพวกพ้องของพระองค์ไว้เป็นอันเดียวกัน  รวมกำลังโดยลำดับแล้วเสด็จมายังกรุงพาราณสี  ตั้งค่ายใหญ่ไว้ในที่ไม่ไกล  ทรงส่งพระราชสาส์นถึงพระราชาองค์นั้นว่า  จะคืนราชสมบัติหรือจะรบ
 
พระมารดาได้สดับสาสน์ของพระราชกุมารแล้ว  จึงส่งพระราชสาสน์ลับแนะนำไปว่า  จงอย่ามีการต่อสู้  จงตัดขาดการสัญจรทั่วทุกทิศ  โดยการล้อมกรุงพาราณสีไว้  พวกคนในกรุงก็จะพากันลำบากเพราะหมด  ไม้  น้ำและอาหาร  และจะจับพระราชามาถวายเอง  พระราชกุมารได้สดับสาสน์ของพระมารดาแล้ว  จึงล้อมประตูใหญ่ทั้ง  ๔ 
ด้านไว้  ๗  ปี  แต่การณ์ก็มิได้เป็นอย่างที่ทรงดำริ  เนื่องจากพวกคนในกรุงพากันออกทางประตูเล็ก  นำเอาไม้และน้ำเป็นต้น  มาทำกิจทุกอย่าง
            ครั้นพระมารดาของพระราชกุมารทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว  จึงส่งพระราชสาสน์ลับถึงพระโอรส  ตำหนิพระโอรสว่า  ลูกเราโง่เขลาไม่รู้อุบาย  จงปิดประตูน้อยล้อมกรุงไว้  พระราชกุมารทรงสดับพระราชสาสน์ของพระมารดา  จึงได้ทรงกระทำอย่างนั้นถึง  ๗  วัน  ชาวพระนครเมื่อออกไปข้างนอกไม่ได้  วันที่  ๗  จึงได้เอาพระเศียร
ของพระราชานั้นไปมอบแด่พระราชกุมาร  พระราชกุมารได้เสด็จเข้ากรุงยึดราชสมบัติ
            พระราชกุมารนั้นได้กระทำกรรมนี้แล้ว  ในกาลที่สุดแห่งอายุ  ไปบังเกิดในอเวจี  หมกไหม้อยู่ในนรกตราบเท่ามหาปฐพีนี้หนาขึ้นได้ประมาณโยชน์หนึ่ง  ในพุทธุปกาลนี้  มาถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางสุปปวาสา  พระองค์จึงอยู่ในโลหิตกุมภี  กล่าวคือพระครรภ์ของมารดา  ๗  ปี  และเพราะล้อมกรุงไว้ถึง  ๗  วันโดยเด็ดขาด  จึงถึงเป็นผู้หลงครรภ์ถึง  ๗  วัน  ตามเรื่องที่จะได้กล่าวต่อไป
กำเนิดเป็นพระนางสุปปวาสาในสมัยพระสมณโคดมพุทธเจ้า
            ในพุทธุปบาทกาลนี้บังเกิดในสกุลกษัตริย์  พระนครโกลิยะ  พระประยูรญาติจึงขนานพระนามพระนางว่า  สุปปวาสา  ทรงเจริญวัยแล้ว  อภิเษกกับศากยกุมารพระองค์หนึ่ง  เมื่อได้สดับธรรมกถาของพระศาสดาในการเข้าเฝ้าครั้งแรกเท่านั้น  ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล
กำเนิดพระสีวลีราชกุมาร
          ต่อมาพระนางก็ทรงพระครรภ์  พระสีวลีราชกุมาร  ด้วยกุศลกรรมแห่งการที่พระกุมารผู้อยู่ในพระครรภ์ถวายมหาทานในสมัยแห่งองค์ พระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วตั้งความปรารถนาว่าขอเป็นผู้เลิศ ด้วยลาภ  และอานิสงส์ที่ถวายน้ำอ้อยและนมส้มมีค่า  ๑,๐๐๐  กหาปณะพร้อมชาวเมืองในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
วิปัสสี  ดังนั้นนับแต่วันที่ท่านถือปฏิสนธิ  ก็มีคนถือเอาเครื่องบรรณาการมาให้พระนางสุปปวาสา  วันละร้อยเล่มเกวียน  ทั้งในเวลาเย็นและในเวลาเช้า
            ครั้งนั้น  คนทั้งหลายด้วยความปรารถนาจะลองบุญพระกุมารนั้น  จึงให้นางเอามือจับกระเช้าพืช  ซึ่งพืชแต่ละเมล็ด  ผลิตผลออกมาเป็นพืชตั้งร้อยกำ  พันกำ พืชที่หว่านลงไปในที่นาแต่ละกรีส  (หน่วยวัดที่นาในสมัยพุทธกาล)  ก็เกิดผลประมาณ  ๕๐  เล่มเกวียนบ้าง  ๖๐  เล่มเกวียนบ้าง  แม้ในเวลาขนข้าวใส่ยุ้งคนทั้งหลายก็ให้นางเอามือจับประตูยุ้ง  ด้วยบุญของราชธิดาเมื่อมีคนมารับของไป  ของที่พร่องไปนั้นก็กลับเต็มเหมือนเดิม  เมื่อคนทั้งหลายพูดว่า  บุญของราชธิดา  แล้วให้ของแก่ใครๆ  จากภาชนภัตรที่เต็มบริบูรณ์  ภัตรย่อมไม่สิ้นไป  จนกว่าจะยกของพ้นจากที่ตั้ง ด้วยผลกรรมของ พระนาง  ที่ได้ส่งสาสน์ลับไปแนะนำพระราชโอรส  ร่วมกับวิบากกรรมของพระโอรสในอดีตที่ได้ล้อมกรุงพาราณสีไว้เป็นเวลาถึง  ๗  ปี  ทำให้เวลาล่วงไปถึง  ๗  ปี  ก็ยังไม่มีพระประสูติกาล ครั้นเมื่อครบกำหนด  ๗  ปีแล้ว  ด้วยวิบากกรรมร่วมกันของพระนางกับพระโอรส  ที่ได้ปิดล้อมประตูเล็กของกรุงพาราณสีไว้เป็นเวลา  ๗  วัน  ทำให้ชาวเมืองไม่สามารถออกจากเมืองมาหาอาหารและสิ่งที่จำเป็นในการดำรง ชีวิต  ได้รับความลำบากมาก  ทำให้พระนางเสวยทุกข์หนักตลอด  ๗  วัน พระนางปรารภกับพระสวามีปรารถนาจะถวายทานก่อนที่จะตาย  จึงส่งพระสวามีไปเฝ้าพระศาสดาเพื่อไปกราบทูลเรื่องนี้  แล้วนิมนต์พระบรมศาสดา  และถ้าพระบรมศาสดาตรัสคำใด  ขอให้ตั้งใจจดจำคำนั้นให้ดีแล้วกลับมาบอกพระนาง  พระสวามีจึงเดินทางไปแล้วกราบทูลข่าวแด่พระพุทธองค์ 
พระบรมศาสดาทรงตรัสว่า  พระนางสุปปวาสา  โกลิยธิดา  จงมี  ความสุข  จงมีความสบาย  ไม่มีโรค  จงคลอดบุตรที่หาโรคมิได้เถิด  พระสวามีได้ยินดังนั้นจึงถวายบังคมพระศาสดา  ทรงมุ่งหน้าเสด็จกลับพระราชนิเวศน์ในเวลาเมื่อพระบรมสุคตตรัสเสด็จ  พระกุมารก็คลอดออกมาจากพระครรภ์ของพระนางสุปปวาสาอย่างสะดวก 
เหล่าพระญาติและบริวารที่นั่งล้อมอยู่ เริ่มหัวเราะ  ทั้งที่หน้านองด้วยน้ำตา  เมื่อมหาชนยินดีแล้ว  ร่าเริงแล้ว  จึงได้ไปกราบทูลข่าวที่น่ายินดีแด่พระสวามีที่กำลังเดินทางกลับ  พระราชาทรงเห็นอาการของชนเหล่านั้นทรงดำริว่า  พระดำรัสที่พระทศพลตรัสเห็นว่าจะเป็นผลแล้ว  พระองค์จึงกราบทูลข่าวของพระทศพลนั้นแด่พระราชธิดา 
พระราชธิดาตรัสให้พระสวามีไปนิมนต์พระ ทศพล  ตลอด  ๗  วัน  พระสวามีทรงกระทำดังนั้นและได้มีการถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้า เป็นประธานตลอด  ๗  วัน  การประสูติของทารก  ได้ดับจิตที่เร่าร้อนของพระประยูรญาติทั้งหมด  เพราะฉะนั้น  พระประยูรญาติจึงเฉลิมพระนามของกุมารนั้นว่า  “สีวลีทารก”พระสีวลีบวชเมื่อเกิดได้  ๗ วัน     ตั้งแต่เวลาที่ได้เกิดมาแล้ว  ทารกนั้นได้เป็นผู้แข็งแรง  อดทนได้ในการงานทั้งปวง  เพราะค่าที่อยู่ในครรภ์มานานถึง  ๗  ปี  ครั้นถึงวันที่  ๗  พระนางสุปปวาสาตกแต่งพระ   สีวลีกุมารผู้เป็น โอรส  ถวายบังคมแด่พระศาสดาและพระภิกษุสงฆ์  เมื่อพระกุมารถูกนำเข้าไปสักการะ  พระสารีบุตรเถระเจ้านั้นจึงได้กระทำปฏิสันถารกับเธอว่า  สีวลี  เธอยังจะพอทนได้หรือ?  สีวลีกุมาร  ได้ตรัสตอบพระเถระเจ้าว่า  ข้าแด่พระคุณเจ้าผู้เจริญ  กระผมจะมีความสุขที่ไหนได้เล่า  กระผมนั้นต้องอยู่ในโลหกุมภีถึง  ๗  ปี พระเถระได้กล่าวกับสีวลีทารกอย่างนี้ว่า  ก็ถ้าเธอได้รับความทุกข์ถึงขนาดนั้น  บวชเสียไม่สมควรกว่าหรือ  สีวลีทารกตอบว่าถ้าบวชได้ก็จะบวช  พระนางสุปปวาสาเห็นทารกนั้นพูดอยู่กับพระเถระ  ก็คิดว่าบุตรของเราพูดอะไรหนอกับพระธรรมเสนาบดี  จึงเข้าไปหาพระเถระถามว่า  บุตรของดิฉันพูดอะไรกับพระคุณเจ้า  เจ้าคะ  พระเถระกล่าวว่า  บุตรของท่านพูดถึงความทุกข์ที่อยู่ในครรภ์ที่ตนได้รับ  แล้วกล่าวว่า  ถ้าท่านอนุญาต  พระสีวลีกุมารก็จะบวช พระนาง สุปปวาสาตรัสว่า  ดีละเจ้าข้า  โปรดให้เขาบรรพชาเถิด  พระเถระนำทารกนั้นไปวิหาร  ให้ตจปัญจกกัมมัฏฐาน  (กรรมฐาน  ๕  กอง  คือ  เกสา  โลมา  นขา  ทันตา  ตโจ)  และได้กล่าวว่า  สีวลี  เราไม่จำต้องให้โอวาทดอก  เธอจงพิจารณาทุกข์  ที่เธอเสวยมาถึง  ๗  ปีนั่นแหละ  ในขณะที่โกนผมปอยแรก  พระสีวลีก็บรรลุโสดาปัตติผล  และในขณะที่โกนปอยที่  ๒  ก็บรรลุสกทาคามิผล  และในขณะที่โกนผมปอยที่  ๓  ก็บรรลุอนาคามิผล  และก็ได้บรรลุพระอรหัตผลพร้อมกันกับที่โกนผมหมด ส่วนอาจารย์บางพวก  กล่าวถึงการบรรลุพระอรหัตของพระเถระนี้ไว้ดังนี้ว่า  เมื่อพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร  ให้โอวาทโดยนัยดังกล่าวแล้วข้างต้น  เมื่อพระสีวลีกุมารกล่าวว่า  กระผมจักรู้กิจกรรมที่กระผมสามารถจักกระทำได้  (ด้วยตนเอง)  ดังนี้  แล้วจึงบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน  เห็นกุฏิหลังหนึ่งว่าง (สงบ  สงัด)  จึงเข้าไปสู่ในกุฏินั้นในวันนั้นแหละ 
ระลึกถึงทุกข์ที่ตนเสวยแล้วในท้องมารดา ตลอด  ๗  ปี  แล้ว  พิจารณาทุกข์นั้น  ในอดีตและอนาคต  โดยทำนองนั้นแหละอยู่  ภพทั้ง  ๓  ก็ปรากฏว่า  เป็นเสมือนไฟติดทั่วแล้ว  สีวลีสามเณรหยั่งลงสู่วิปัสสนาวิถี  เพราะญาณถึงความแก่รอบ  ทำอาสวะแม้ทั้งปวงให้สิ้นไป  ตามลำดับมรรค  บรรลุพระอรหัตผลแล้ว  ในขณะนั้นเอง  ส่วนพระเถระก็เป็นพระผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทาได้ อภิญญา  ๖ทรงแต่งตั้งอุบาสิกาเป็นเอตทัคคะผู้ถวายของมีรสประณีต พระนางสุปปวาสานั้น  เป็นอัครอุปัฏฐายิกาของพระผู้มีพระภาคเจ้า  สิ่งใดสิ่งหนึ่ง  ไม่ว่าของเคี้ยวของบริโภคหรือเภสัช  อันสมควรแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า  ไม่มีสตรีอื่นๆ  ที่พึงจัดแจงไว้ในนั้น  สิ่งทั้งหมดนั้นพระนางใช้ปัญญาของตนเท่านั้นจัดแจง  แล้วจักน้อมเข้าไปถวายด้วยความเคารพ  และนางได้ถวายสังฆภัตและปาฏิปุคคลิกภัต  ๘๐๐  ที่ทุกๆ วัน  ผู้ใดผู้หนึ่งไม่ว่าจะเป็นภิกษุหรือภิกษุณี  เมื่อเข้าไปบิณฑบาตยังตระกูลนั้นมิได้มีมือเปล่ากลับไป  พระนางมีการบริจาคอย่างเด็ดขาด  มีมือสะอาด  ยินดีในการสละ  ควรแก่การขอ  ยินดีในการและการจำแนกทาน  ด้วยประการฉะนี้ ภายหลัง  พระศาสดาประทับนั่ง  ณ  พระเชตวันวิหาร  เมื่อทรงสถาปนา  พวกอุบาสิกาไว้ในตำแหน่งต่างๆ  ตามลำดับ  จึงทรงสถาปนาพระนางสุปปวาสา  อุบาสิกา  ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่าพวกอุบาสิกาผู้ถวายของมีรสประณีต  แล
 
ที่มาhttp://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=8162
 
จัดทำโดย ปู