พระนางสุปปวาสา[เอตทัคคะในทางผู้ถวายของมีรสประณีต]
เมนูหลัก
หน้าแรก
ฟังเสียงธรรมะออนไลน์
วีดีโอเพลงธรรมะ
วีดีโอคาราโอเกะเพลงธรรมะ
สอนทำวีดีโอ ด้วย Vegas Movie HD Platinum11.0,Vegas Pro 11
แนะนำการแต่งเพลง
ร่วมกิจกรรมกับทางชมรม
ชมรมแผ่เมตตาคืออะไร
บทสวดมนต์แผ่เมตตา
พุทธประวัติ
ประวัติพุทธสาวก
พระสงฆ์
พระภิกษุณีสงฆ์
อุบาสก
อุบาสิกา
พระนางมัลลิกาเทวี
พระนางโรหิณี
เปสการีธิดา
นางสุปปิยา
นางขุชชุตตรา
พระนางสามาวดี
พระนางสุปปวาสา
อุมาฑันตี
นางสุชาดา
นางวิสาขา
นางนกุลมารดาคหปตานี
ธรรมะควรรู้
วิธีการทำบุญ
เล่าเรื่องผี
ถาม-ตอบ
ภพภูมิ
ดาวน์โหลดไฟล์ธรรมะ
ชุดที่ ๑ ร่างกายไม่ใช่ของเรา
ชุดที่ ๒ บารมี ๑๐
ชุดที่ ๓ สังฆานุสสติ
ชุดที่ ๔ วันสำคัญ
ชุดที่ ๕ สายพระนิพพาน
ชุดที่ ๖ พระอริยเจ้า
เพลงธรรมะชุดพิเศษ ปีใหม่ ๕๔
ชุดที่ ๗ พุทธสาวก
ชุดที่ ๘ พระธรรมกถึก
ชุดที่ ๙ สาละบานสะพรั่ง
ชุดที่ ๑๐ สีลานุสสติ
ชุดที่ ๑๑ พุทธศรัทธา
ชุดที่ ๑๒ พระโพธิญาณ
ชุดที่ ๑๓ พระทศชาติชาดก
ชุดที่ ๑๔ ลูกพระพุทธา
ชุดที่ ๑๕ เพราะว่ารักธรรม
ชุดที่ ๑๖ สว่างไป
ชุดที่ ๑๗ ปณิธาน
เดี่ยวกีตาร์
ติดต่อเรา
ปฏิทิน
ภาพวัดและสถานที่ต่างๆ
เว็บบอร์ด
วิธีการสมัครสมาชิกใหม่
ฟิสิกส์ ม. 4 5 6
DraftSight
Login
Username:
Password:
Remember me
Lost Password?
Register now!
ผู้ที่กำลังใช้งาน
13
user(s) are online (
1
user(s) are browsing
Content
)
Members: 0
Guests: 13
more...
Search
Advanced Search
ปฏิทิน
May 2013
Submit event
S
M
T
W
T
F
S
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
ประวัติพุทธสาวก
|
อุบาสิกา
| พระนางสุปปวาสา
พระนางสุปปวาสา
พระนางสุปปวาสา โกลิยธิดา
เอตทัคคะในทางผู้ถวายของมีรสประณีต
พระนางสุปปวาสาอุบาสิกาได้รับการแต่งตั้งจากพระบรมศาสดาให้เป็นยอดของ อุบาสิกาทั้งหลายผู้ถวายของอันมีรสประณีต ก็โดยเหตุ ๒ ประการ คือโดย
เป็นผู้ยิ่งด้วยคุณ เพราะท่านแสดงให้ผู้อื่นเห็นได้อย่างชัดเจนในคุณข้อนี้ของท่าน ไม่เพียงเนื่องจากเหตุข้อนี้เท่านั้น แต่ยังเป็นการแต่งตั้งโดยเหตุที่ท่านได้ตั้งความ
ปรารถนาไว้ตลอดแสนกัป ตามเรื่องที่จะกล่าวตามลำดับดังต่อไปนี้
ตั้งความปราถนาไว้ในอดีต
ดังได้สดับมานั้น พระนางสุปปวาสา โกลิยธิดานั้น ครั้งสมัยพระปทุมมุตตรพุทธเจ้า นางบังเกิดในเรือนสกุล กรุงหังสวดี กำลังฟังพระธรรมเทศนาของพระ
ศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาอุบาสิกาผู้หนึ่ง ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่าพวกอุบาสิกาผู้ถวายของมีรสประณีต จึงกระทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป แล้วปราร
ถนาตำแหน่งนั้นบ้าง ครั้นสิ้นชีวิตลง นางเวียนว่ายอยู่ในภพภูมิเทวดาและมนุษย์ถึงแสนกัป
บุรพกรรมเมื่อครั้งเกิดร่วมสมัยกับพระโพธิสัตว์และพระสีวลีเถระ
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในพระอุทรแห่งพระมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตพระองค์นั้น
ทรงเจริญวัยแล้ว ทรงศึกษาสรรพศิลปวิทยา ณ เมืองตักกศิลา ครั้นพระชนกเสด็จทิวงคต ก็ทรงครองราชสมบัติโดยธรรม
ท่านก็ได้จุติจากเทวโลก มาบังเกิดเป็นมเหสีของพระเจ้าพาราณสี ต่อมาพระเจ้าโกศลทรงกรีธากองพลใหญ่มายึดกรุงพาราณสี ทรงปลงพระชนม์พระเจ้า
พาราณสีและได้สถาปนาพระอัครมเหสีของพระ ราชานั้นให้เป็นอัครมเหสีของพระองค์ ฝ่ายพระราชโอรสของพระเจ้าพาราณสี ในเวลาที่พระบิดาถูกปลงพระชนม์ ได้
ทรงหนีออกทางประตูระบายน้ำ รวบรวมญาติมิตรและพวกพ้องของพระองค์ไว้เป็นอันเดียวกัน รวมกำลังโดยลำดับแล้วเสด็จมายังกรุงพาราณสี ตั้งค่ายใหญ่ไว้ในที่ไม่
ไกล ทรงส่งพระราชสาส์นถึงพระราชาองค์นั้นว่า จะคืนราชสมบัติหรือจะรบ
พระมารดาได้สดับสาสน์ของพระราชกุมารแล้ว จึงส่งพระราชสาสน์ลับแนะนำไปว่า จงอย่ามีการต่อสู้ จงตัดขาดการสัญจรทั่วทุกทิศ โดยการล้อมกรุงพาราณสีไว้ พวก
คนในกรุงก็จะพากันลำบากเพราะหมด ไม้ น้ำและอาหาร และจะจับพระราชามาถวายเอง พระราชกุมารได้สดับสาสน์ของพระมารดาแล้ว จึงล้อมประตูใหญ่ทั้ง ๔
ด้านไว้ ๗ ปี แต่การณ์ก็มิได้เป็นอย่างที่ทรงดำริ เนื่องจากพวกคนในกรุงพากันออกทางประตูเล็ก นำเอาไม้และน้ำเป็นต้น มาทำกิจทุกอย่าง
ครั้นพระมารดาของพระราชกุมารทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว จึงส่งพระราชสาสน์ลับถึงพระโอรส ตำหนิพระโอรสว่า ลูกเราโง่เขลาไม่รู้อุบาย จงปิดประตูน้อยล้อม
กรุงไว้ พระราชกุมารทรงสดับพระราชสาสน์ของพระมารดา จึงได้ทรงกระทำอย่างนั้นถึง ๗ วัน ชาวพระนครเมื่อออกไปข้างนอกไม่ได้ วันที่ ๗ จึงได้เอาพระเศียร
ของพระราชานั้นไปมอบแด่พระราชกุมาร พระราชกุมารได้เสด็จเข้ากรุงยึดราชสมบัติ
พระราชกุมารนั้นได้กระทำกรรมนี้แล้ว ในกาลที่สุดแห่งอายุ ไปบังเกิดในอเวจี หมกไหม้อยู่ในนรกตราบเท่ามหาปฐพีนี้หนาขึ้นได้ประมาณโยชน์หนึ่ง ในพุ
ทธุปกาลนี้ มาถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางสุปปวาสา พระองค์จึงอยู่ในโลหิตกุมภี กล่าวคือพระครรภ์ของมารดา ๗ ปี และเพราะล้อมกรุงไว้ถึง ๗ วันโดยเด็ด
ขาด จึงถึงเป็นผู้หลงครรภ์ถึง ๗ วัน ตามเรื่องที่จะได้กล่าวต่อไป
กำเนิดเป็นพระนางสุปปวาสาในสมัยพระสมณโคดมพุทธเจ้า
ในพุทธุปบาทกาลนี้บังเกิดในสกุลกษัตริย์ พระนครโกลิยะ พระประยูรญาติจึงขนานพระนามพระนางว่า สุปปวาสา ทรงเจริญวัยแล้ว อภิเษกกับศากยกุมาร
พระองค์หนึ่ง เมื่อได้สดับธรรมกถาของพระศาสดาในการเข้าเฝ้าครั้งแรกเท่านั้น ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล
กำเนิดพระสีวลีราชกุมาร
ต่อมาพระนางก็ทรงพระครรภ์ พระสีวลีราชกุมาร ด้วยกุศลกรรมแห่งการที่พระกุมารผู้อยู่ในพระครรภ์ถวายมหาทานในสมัยแห่งองค์ พระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธ
เจ้าแล้วตั้งความปรารถนาว่าขอเป็นผู้เลิศ ด้วยลาภ และอานิสงส์ที่ถวายน้ำอ้อยและนมส้มมีค่า ๑,๐๐๐ กหาปณะพร้อมชาวเมืองในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า
วิปัสสี ดังนั้นนับแต่วันที่ท่านถือปฏิสนธิ ก็มีคนถือเอาเครื่องบรรณาการมาให้พระนางสุปปวาสา วันละร้อยเล่มเกวียน ทั้งในเวลาเย็นและในเวลาเช้า
ครั้งนั้น คนทั้งหลายด้วยความปรารถนาจะลองบุญพระกุมารนั้น จึงให้นางเอามือจับกระเช้าพืช ซึ่งพืชแต่ละเมล็ด ผลิตผลออกมาเป็นพืชตั้งร้อยกำ พันกำ
พืชที่หว่านลงไปในที่นาแต่ละกรีส (หน่วยวัดที่นาในสมัยพุทธกาล) ก็เกิดผลประมาณ ๕๐ เล่มเกวียนบ้าง ๖๐ เล่มเกวียนบ้าง แม้ในเวลาขนข้าวใส่ยุ้งคนทั้งหลายก็
ให้นางเอามือจับประตูยุ้ง ด้วยบุญของราชธิดาเมื่อมีคนมารับของไป ของที่พร่องไปนั้นก็กลับเต็มเหมือนเดิม เมื่อคนทั้งหลายพูดว่า บุญของราชธิดา แล้วให้ของแก่
ใครๆ จากภาชนภัตรที่เต็มบริบูรณ์
ภัตรย่อมไม่สิ้นไป จน
กว่าจะยกของพ้นจากที่ตั้ง ด้วยผลกรรมของ พระนาง ที่ได้ส่งสาสน์ลับไปแนะนำพระราชโอรส ร่วมกับวิบากกรรมของพระโอรสในอดีตที่ได้ล้อมกรุงพาราณสีไว้เป็น
เวลาถึง ๗ ปี ทำให้เวลาล่วงไปถึง ๗ ปี ก็ยังไม่มีพระประสูติกาล ครั้นเมื่อครบกำหนด ๗ ปีแล้ว ด้วยวิบากกรรมร่วมกันของพระนางกับพระโอรส ที่ได้ปิด
ล้อมประตูเล็กของกรุงพาราณสีไว้เป็นเวลา ๗ วัน ทำให้ชาวเมืองไม่สามารถออกจากเมืองมาหาอาหารและสิ่งที่จำเป็นในการดำรง ชีวิต ได้รับความลำบากมาก ทำให้
พระนางเสวยทุกข์หนักตลอด ๗ วัน พระนางปรารภกับพระสวามีปรารถนาจะถวายทานก่อนที่จะตาย จึงส่งพระสวามีไปเฝ้าพระศาสดาเพื่อไปกราบทูลเรื่องนี้ แล้ว
นิมนต์พระบรมศาสดา และถ้าพระบรมศาสดาตรัสคำใด ขอให้ตั้งใจจดจำคำนั้นให้ดีแล้วกลับมาบอกพระนาง พระสวามีจึงเดินทางไปแล้วกราบทูลข่าวแด่พระพุทธองค์
พระบรมศาสดาทรงตรัสว่า พระนางสุปปวาสา โกลิยธิดา จงมี ความสุข จงมีความสบาย ไม่มีโรค จงคลอดบุตรที่หาโรคมิได้เถิด พระสวามีได้ยินดังนั้นจึงถวาย
บังคมพระศาสดา ทรงมุ่งหน้าเสด็จกลับพระราชนิเวศน์ในเวลาเมื่อพระบรมสุคตตรัสเสด็จ พระกุมารก็คลอดออกมาจากพระครรภ์ของพระนางสุปปวาสาอย่างสะดวก
เหล่าพระญาติและบริวารที่นั่งล้อมอยู่ เริ่มหัวเราะ ทั้งที่หน้านองด้วยน้ำตา เมื่อมหาชนยินดีแล้ว ร่าเริงแล้ว จึงได้ไปกราบทูลข่าวที่น่ายินดีแด่พระสวามีที่กำลังเดิน
ทางกลับ พระราชาทรงเห็นอาการของชนเหล่านั้นทรงดำริว่า พระดำรัสที่พระทศพลตรัสเห็นว่าจะเป็นผลแล้ว พระองค์จึงกราบทูลข่าวของพระทศพลนั้นแด่พระราชธิดา
พระราชธิดาตรัสให้พระสวามีไปนิมนต์พระ ทศพล ตลอด ๗ วัน พระสวามีทรงกระทำดังนั้นและได้มีการถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้า เป็นประธานตลอด ๗
วัน การประสูติของทารก ได้ดับจิตที่เร่าร้อนของพระประยูรญาติทั้งหมด เพราะฉะนั้น พระประยูรญาติจึงเฉลิมพระนามของกุมารนั้นว่า “สีวลีทารก”พระสีวลีบวชเมื่อเกิด
ได้ ๗ วัน ตั้งแต่เวลาที่ได้เกิดมาแล้ว ทารกนั้นได้เป็นผู้แข็งแรง อดทนได้ในการงานทั้งปวง เพราะค่าที่อยู่ในครรภ์มานานถึง ๗ ปี ครั้นถึงวันที่ ๗ พระ
นางสุปปวาสาตกแต่งพระ สีวลีกุมารผู้เป็น โอรส ถวายบังคมแด่พระศาสดาและพระภิกษุสงฆ์ เมื่อพระกุมารถูกนำเข้าไปสักการะ พระสารีบุตรเถระเจ้านั้นจึงได้กระทำ
ปฏิสันถารกับเธอว่า สีวลี เธอยังจะพอทนได้หรือ? สีวลีกุมาร ได้ตรัสตอบพระเถระเจ้าว่า ข้าแด่พระคุณเจ้าผู้เจริญ กระผมจะมีความสุขที่ไหนได้เล่า กระผมนั้น
ต้องอยู่ในโลหกุมภีถึง ๗ ปี พระเถระได้กล่าวกับสีวลีทารกอย่างนี้ว่า ก็ถ้าเธอได้รับความทุกข์ถึงขนาดนั้น บวชเสียไม่สมควรกว่าหรือ สีวลีทารกตอบว่าถ้าบวชได้ก็
จะบวช พระนางสุปปวาสาเห็นทารกนั้นพูดอยู่กับพระเถระ ก็คิดว่าบุตรของเราพูดอะไรหนอกับพระธรรมเสนาบดี จึงเข้าไปหาพระเถระถามว่า บุตรของดิฉันพูดอะไรกับ
พระคุณเจ้า เจ้าคะ พระเถระกล่าวว่า บุตรของท่านพูดถึงความทุกข์ที่อยู่ในครรภ์ที่ตนได้รับ แล้วกล่าวว่า ถ้าท่านอนุญาต พระสีวลีกุมารก็จะบวช พระนาง สุปปวา
สาตรัสว่า ดีละเจ้าข้า โปรดให้เขาบรรพชาเถิด พระเถระนำทารกนั้นไปวิหาร ให้ตจปัญจกกัมมัฏฐาน (กรรมฐาน ๕ กอง คือ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ) และ
ได้กล่าวว่า สีวลี เราไม่จำต้องให้โอวาทดอก เธอจงพิจารณาทุกข์ ที่เธอเสวยมาถึง ๗ ปีนั่นแหละ ในขณะที่โกนผมปอยแรก พระสีวลีก็บรรลุโสดาปัตติผล และใน
ขณะที่โกนปอยที่ ๒ ก็บรรลุสกทาคามิผล และในขณะที่โกนผมปอยที่ ๓ ก็บรรลุอนาคามิผล และก็ได้บรรลุพระอรหัตผลพร้อมกันกับที่โกนผมหมด ส่วนอาจารย์
บางพวก กล่าวถึงการบรรลุพระอรหัตของพระเถระนี้ไว้ดังนี้ว่า เมื่อพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ให้โอวาทโดยนัยดังกล่าวแล้วข้างต้น เมื่อพระสีวลีกุมารกล่าวว่า กระผม
จักรู้กิจกรรมที่กระผมสามารถจักกระทำได้ (ด้วยตนเอง) ดังนี้ แล้วจึงบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน เห็นกุฏิหลังหนึ่งว่าง (สงบ สงัด) จึงเข้าไปสู่ในกุฏินั้นในวันนั้นแหละ
ระลึกถึงทุกข์ที่ตนเสวยแล้วในท้องมารดา ตลอด ๗ ปี แล้ว พิจารณาทุกข์นั้น ในอดีตและอนาคต โดยทำนองนั้นแหละอยู่ ภพทั้ง ๓ ก็ปรากฏว่า เป็นเสมือนไฟ
ติดทั่วแล้ว สีวลีสามเณรหยั่งลงสู่วิปัสสนาวิถี เพราะญาณถึงความแก่รอบ ทำอาสวะแม้ทั้งปวงให้สิ้นไป ตามลำดับมรรค บรรลุพระอรหัตผลแล้ว ในขณะนั้นเอง ส่วน
พระเถระก็เป็นพระผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทาได้ อภิญญา ๖ทรงแต่งตั้งอุบาสิกาเป็นเอตทัคคะผู้ถวายของมีรสประณีต พระนางสุปปวาสานั้น เป็นอัครอุปัฏฐายิกาของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ว่าของเคี้ยวของบริโภคหรือเภสัช อันสมควรแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่มีสตรีอื่นๆ ที่พึงจัดแจงไว้ในนั้น สิ่งทั้งหมดนั้นพระนางใช้
ปัญญาของตนเท่านั้นจัดแจง แล้วจักน้อมเข้าไปถวายด้วยความเคารพ และนางได้ถวายสังฆภัตและปาฏิปุคคลิกภัต ๘๐๐ ที่ทุกๆ วัน ผู้ใดผู้หนึ่งไม่ว่าจะเป็นภิกษุหรือ
ภิกษุณี เมื่อเข้าไปบิณฑบาตยังตระกูลนั้นมิได้มีมือเปล่ากลับไป พระนางมีการบริจาคอย่างเด็ดขาด มีมือสะอาด ยินดีในการสละ ควรแก่การขอ ยินดีในการและการ
จำแนกทาน ด้วยประการฉะนี้ ภายหลัง พระศาสดาประทับนั่ง ณ พระเชตวันวิหาร เมื่อทรงสถาปนา พวกอุบาสิกาไว้ในตำแหน่งต่างๆ ตามลำดับ จึงทรง
สถาปนาพระนางสุปปวาสา อุบาสิกา ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่าพวกอุบาสิกาผู้ถวายของมีรสประณีต แล
ที่มาhttp://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=8162
จัดทำโดย ปู