เมนูหลัก

Login

Username:

Password:

Remember me



Lost Password?

Register now!

ผู้ที่กำลังใช้งาน

11 user(s) are online (5 user(s) are browsing Content)

Members: 0
Guests: 11

more...

ปฏิทิน

July 2014
Add event Submit event
S M T W T F S
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    
บทสวดมนต์แผ่เมตตา | ทำวัตรเย็น

หมายเหตุ ในการทำวัตรเย็นนี้ บทต่างๆ มาจากเสียงสวดของวัดท่าซุง
 

(คำนมัสการพระรัตนตรัย)

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา,
พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง;
พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ.
ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน.
(กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม,
พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว;
ธัมมัง นะมัสสามิ.
ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม.
(กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีแล้ว;
สังฆัง นะมามิ.
ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์.
(กราบ)


(ปุพพภาคนมการ)

(หันทะ มะยัง พุทธัสสะ ภะคะวะโต ปุพพะภาคะนะมะการัง กะโรมะ เส)
(เชิญเถิด เราทั้งหลาย ทำความน้อบน้อมอันเป็นส่วนเบื้องต้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด)


นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น;
อะระหะโต
ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส;
สัมมาสัมพุทธัสสะ.
ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง.
(๓ ครั้ง)


(๑. พุทธานุสสติ)

(หันทะ มะยัง พุทธานุสสตินะยัง กะโรมะ เส)
(เชิญเถิด เราทั้งหลาย ทำซึ่งความระลึก ถึงพระพุทธเจ้าเถิด)


ตังโข ปะนะ ภะคะวันตัง เอวัง กัลละยาโณ กิตติสัทโท อัพภุคคะโต,
ก็กิตติศัพท์อันงามของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ได้ฟุ้งไปแล้วอย่างนี้ว่า
อิติปิ โส ภะคะวา

เพราะเหตุอย่างนี้อย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
อะระหัง,

เป็นผู้ไกลจากกิเลส
สัมมาสัมพุทโธ,

เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
วิชชาจะระณะสัมปันโน,

เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ
สุคะโต,

เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี
โลกะวิทู,

เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง
อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ,

เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า
สัตถา เทวะมะนุสสานัง,

เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
พุทโธ,

เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม
ภะคะวาติ.

เป็นผู้มีความจำเริญจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ ดังนี้
(กราบ)


(๒. พุทธาภิคีติง)

(หันทะ มะยัง พุทธาภิคีติง กะโรมะ เส)
(เชิญเถิด เราทั้งหลาย ทำความขับคาถา พรรณนาเฉพาะพระพุทธเจ้าเถิด)


พุทธะวาระหันตะวะระตาทิคุณาภิยุตโต,
พระพุทธเจ้าประกอบด้วยคุณ มีความประเสริฐแห่งอรหันตคุณ เป็นต้น
สุทธาภิญาณะกะรุณาหิสะมาคะตัตโต,
มีพระองค์อันประกอบด้วยพระญาณ และพระกรุณาอันบริสุทธิ์
โพเธสิ โย สุชะนะตัง กะมะลัง วะ สูโร,
พระองค์ใด ทรงกระทำชนที่ดีให้เบิกบาน ดุจอาทิตย์ทำบัวให้บาน
วันทามะหัง ตะมะระณัง สิระสา ชิเนนทัง,
ข้าพเจ้าไหว้พระชินสีห์ ผู้ไม่มีกิเลสพระองค์นั้น ด้วยเศียรเกล้า
พุทโธ โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง,
พระพุทธเจ้าพระองค์ใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุดของสัตว์ทั้งหลาย
ปะฐะมานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง,
ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกองค์ที่หนึ่ง ด้วยเศียรเกล้า
พุทธัสสาหัสสะมิ ทาโส (ทาสี) วะ พุทโธ เม สามิกิสสะโร,
ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า, พระพุทธเจ้าเป็นนายมีอิสระเหนือข้าพเจ้า
พุทโธ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม.
พระพุทธเจ้าเป็นเครื่องกำจัดทุกข์ และทรงไว้ซึ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า
พุทธัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง,
ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้แด่พระพุทธเจ้า
วันทันโตหัง (ตีหัง) จะริสสามิ พุทธัสเสวะ สุโพธิตัง,
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม ซึ่งความตรัสรู้ดีของพระพุทธเจ้า
นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง,
ที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้า
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน,
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา
พุทธัง เม วันทะมาเนนะ (นายะ) ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ,
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระพุทธเจ้า ได้ขวนขวายบุญใดในบัดนี้
สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา.
ขออันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น

 

(หมอบกราบลงกล่าวคำพร้อมกัน)

กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา,
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี
พุทเธ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง,
กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำล่วงเกินแล้วในพระพุทธเจ้า
พุทโธ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง,
ขอพระพุทธเจ้าจงอดโทษล่วงเกินอันนั้น
กาลันตะเร สังวะริตุง วะ พุทเธ.
เพื่อสำรวมระวังในพระพุทธเจ้าในกาลต่อไป

(๓. ธัมมานุสสติ)

(หันทะ มะยัง ธัมมานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส)
(เชิญเถิด เราทั้งหลาย ทำซึ่งความตามระลึกถึงพระธรรมเถิด)


สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว
สันทิฏฐิโก
เป็นธรรมที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง
อะกาลิโก,
เป็นธรรมที่ปฏิบัติได้และให้ผลได้ ไม่จำกัดกาล
เอหิปัสสิโก,
เป็นธรรมที่ควรกล่าวกับผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด
โอปะนะยิโก,
เป็นธรรมที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูฮี ติ.
เป็นธรรมที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ดังนี้

(กราบ)

(๔. ธัมมาภิคีติ)

(หันทะ มะยัง ธัมมาภิคีติง กะโรมะ เส)
(เชิญเถิด เราทั้งหลาย ทำความขับคาถา พรรณนาเฉพาะพระธรรมเจ้าเถิด)


สวากขาตะตาทิคุณะโยคะวะเสนะเสยโย,
พระธรรมเป็นธรรมที่ประเสริฐ เพราะประกอบด้วยคุณ คือความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เป็นต้น
โย มัคคะปากะปะริยัตติวิโมกขะเภโท,
พระธรรมใด จำแนกเป็นมรรค ผล ปริยัติ และนิพพาน
ธัมโม กุโลกะปะตะนา ตะทะธาริธารี,
เป็นธรรมทรงไว้ซึ่งผู้ทรงธรรม จากการตกไปสู่โลกที่ชั่ว
วันทามะหัง ตะมะหะรัง วะระธัมมะเมตัง,
ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมอันประเสริฐนั้น อันเป็นเครื่องขจัดเสียซึ่งความมืด
ธัมโม โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง,
พระธรรมใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุดของสัตว์ทั้งหลาย
ทุติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง,
ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้น อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกองค์ที่สองด้วยเศียรเกล้า
ธัมมัสสาหัสสะมิ ทาโส (ทาสี) วะ ธัมโม เม สามิกิสสะโร,
ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระธรรม พระธรรมเป็นใหญ่มีอิสระเหนือข้าพเจ้า
ธัมโม ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม,
พระธรรมเป็นเครื่องกำจัดทุกข์ และทรงไว้ซึ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า
ธัมมัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง,
ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้แด่พระธรรม
วันทันโตหัง (ตีหัง) จะริสสามิ ธัมมัสเสวะ สุธัมมะตัง,
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม ซึ่งความเป็นธรรมดีของพระธรรม
นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง,
ที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระธรรมเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้า
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน,
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา
ธัมมัง เม วันทะมาเนนะ (นายะ) ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ,
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระธรรม ได้ขวนขวายบุญใดในบัดนี้
สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา.
ขออันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น

 

(หมอบกราบลงกล่าวคำพร้อมกัน)

กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา,
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี
ธัมเม กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง,
กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำล่วงเกินแล้วในพระธรรม
ธัมโม ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง,
ขอพระธรรมจงอดโทษล่วงเกินอันนั้น
กาลันตะเร สังวะริตุง วะ ธัมเม.
เพื่อสำรวมระวังในพระธรรมในกาลต่อไป


(๕. สังฆานุสสติ)

(หันทะ มะยัง สังฆานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส)
(เชิญเถิด เราทั้งหลาย ทำซึ่งความตามระลึกถึงพระสงฆ์เถิด)


สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติดีแล้ว
อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติตรงแล้ว
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติสมควรแล้ว
ยะทิทัง,

ได้แก่ บุคคลเหล่านี้ คือ
จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา,
คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่, นับเรียงตัวบุรุษได้ ๘ บุรุษ
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,

นั่นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
อาหุเนยโย,

เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา
ปาหุเนยโย,

เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ
ทักขิเณยโย,

เป็นสงฆ์ควรรับทักษิณาทาน
อัญชะลิกะระณีโย,

เป็นสงฆ์ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี
อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสา ติ.
เป็นเนื้อนาบุญของโลก, ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้

(กราบ)

(๖. สังฆาภิคีติ)

(หันทะ มะยัง สังฆาภิคีติง กะโรมะ เส)
(เชิญเถิด เราทั้งหลาย ทำความขับคาถา พรรณนาเฉพาะพระสงฆ์เจ้าเถิด)


สัทธัมมะโช สุปะฏิปัตติคุณาทิยุตโต,
พระสงฆ์ที่เกิดโดยพระสัทธรรม ประกอบด้วยคุณ มีความปฏิบัติดี เป็นต้น
โยฏฐัพพิโธ อะริยะปุคคะละสังฆะเสฏโฐ,
เป็นหมู่แห่งพระอริยบุคคลผู้ประเสริฐแปดจำพวก
สีลาทิธัมมะปะวะราสะยะกายะจิตโต,
มีกายและจิตอันอาศัยธรรม มีศีล เป็นต้น อันบวร
วันทามะหัง ตะมะริยานะคะณัง สุสุทธัง,
ข้าพเจ้าไหว้หมู่แห่งพระอริยเจ้าเหล่านั้น ผู้บริสุทธิ์ด้วยดี
สังโฆ โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง,
พระสงฆ์หมู่ใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุดของสัตว์ทั้งหลาย
ตะติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง,
ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่นั้น ผู้เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกองค์ที่สามด้วยเศียรเกล้า
สังฆัสสาหัสสะมิ ทาโส (ทาสี) วะ สังโฆ เม สามิกิสสะโร,
ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระสงฆ์ พระสงฆ์เป็นใหญ่มีอิสระเหนือข้าพเจ้า
สังโฆ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม,
พระสงฆ์เป็นเครื่องกำจัดทุกข์ และทรงไว้ซึ่งประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า
สังฆัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง,
ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้แด่พระสงฆ์
วันทันโตหัง (ตีหัง) จะริสสามิ สังฆัสโส ปะฏิปันนะตัง,
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม ซึ่งความเป็นผู้ปฏิบัติดีของพระสงฆ์
นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สังโฆ เม สะระณัง วะรัง,
ที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระสงฆ์เป็นที่พึ่งอันประเสริฐของข้าพเจ้า
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน,
ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา
สังฆัง เม วันทะมาเนนะ (นายะ) ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ,
ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระสงฆ์ ได้ขวนขวายบุญใดในบัดนี้
สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา.
ขออันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น

 

(หมอบกราบลงกล่าวคำพร้อมกัน)

กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา,
ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี
สังเฆ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง,
กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำล่วงเกินแล้วในพระสงฆ์
สังโฆ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง,
ขอพระสงฆ์จงอดโทษล่วงเกินอันนั้น
กาลันตะเร สังวะริตุง วะ สังเฆ.
เพื่อสำรวมระวังในพระสงฆ์ในกาลต่อไป

 

 

(พรหมวิหารภาวนา)

(เมตตาภาวนา)

สัพเพ สัตตา

สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง

อะเวรา โหนตุ

จงเป็นผู้ไม่มีเวรเถิด

อัพพะยาปัชฌา โหนตุ

จงเป็นผู้ไม่เบียดเบียนกันเถิด

อะนีฆา โหนตุ

จงเป็นผู้ไม่มีทุกข์กายทุกข์ใจเถิด

สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุ

จงเป็นผู้มีสุขรักษาตนเถิด

 

(กรุณาภาวนา)

สัพเพ สัตตา

สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง

ทุกขา ปะมุจจันตุ

จงพ้นจากทุกข์เถิด

 

(มุทิตาภาวนา)

สัพเพ สัตตา

สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง

มา ลัทธะสัมปัตติโต วิคัจฉันตุ

จงอย่าไปปราศจากสมบัติอันได้แล้วเถิด

 

(อุเบกขาภาวนา)

สัพเพ สัตตา

สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง

กัมมัสสะกา

เป็นผู้มีกรรมเป็นของของตน

กัมมะทายาทา

เป็นผู้รับผลของกรรม

กัมมะโยนี

เป็นผู้มีกรรมเป็นกำเนิด

กัมมะพันธู

เป็นผู้มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์

กัมมะปฏิสะระนา

เป็นผู้มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย

ยัง กัมมัง กะริสสันติ

จักทำกรรมอันใดไว้

กัลละยาณัง วา ปาปะกัง วา

ดีหรือชั่ว

ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสันติ

จักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

 

(วิธีเจริญกายคตานุสสติกัมมัฏฐาน)

อะยัง โข เม กาโย

กายของเรานี้แล
อุทธัง ปาทะตะลา

เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา
อะโธ เกสะมัตถะกา

เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป
ตะจะปะริ ยันโต

มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ
ปูโร นานัปปะการัสสะ อะสุจิโน

เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ
อัตถิ อิมัสสะมิง กาเย

มีอยู่ในกายนี้คือ
เกสา

คือผมทั้งหลาย
โลมา

คือขนทั้งหลาย
นะขา

คือเล็บทั้งหลาย
ทันตา

คือฟันทั้งหลาย
ตะโจ

คือหนัง     
มังสัง

คือเนื้อ                          
นะหารู

คือเอ็นทั้งหลาย
อัฏฐิ

คือกระดูกทั้งหลาย
อัฏฐิมิญชัง

เยื่อในกระดูก
วักกัง

ไต
หะทะยัง

หัวใจ
ยะกะนัง

ตับ
กิโลมะกัง

พังผืด
ปิหะกัง

ม้าม
ปัปผาสัง

ปอด
อันตัง

ไส้ใหญ่
อันตะคุณัง

ไส้น้อย
อุทะริยัง

อาหารใหม่
กะรีสัง

อาหารเก่า
มัตถะเก มัตถะลุงคัง

เยื่อในสมองศีรษะ

ปิตตัง

น้ำดี
เสมหัง

น้ำเสลด
ปุพโพ

น้ำเหลือง
โลหิตัง

น้ำเลือด
เสโท

น้ำเหงื่อ
เมโท

น้ำมันข้น
อัสสุ

น้ำตา
วะสา

น้ำมันเหลว
เขโฬ

น้ำลาย
สิงฆาณิกา

น้ำมูก
ละสิกา

น้ำไขข้อ
มุตตัง

น้ำมูตร
เอวะมะยัง เม กาโย

กายของเรามีอย่างนี้
อุทธัง ปาทะตะลา

เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา
อะโธ เกสะมัตถะกา

เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป
ตะจะปะริยันโต

มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ
ปูโร นานัปปะการัสสะ อะสุจิโน ฯ

เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ อย่างนี้แล

 

(สัพพปัตติทานคาถา)
(คาถากรวดน้ำ)
ปุญญัสสิทานิ กะตัสสะ ยานัญญานิกะตานิ เม, เตสัญจะ ภาคิโน โหนตุ สัตตานันตาปปะมาณะกา

ขอสัตว์ทั้งหลายไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ จงเป็นผู้มีส่วนแห่งบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำในบัดนี้ แลแห่งบุญทั้งหลายอื่น ที่ข้าพเจ้าได้ทำแล้ว
เย ปิยา คุณะวันตา จะ
คือชนเหล่าใดเป็นที่รัก ผู้มีคุณ
มัยหัง มาตาปิตาทะโย

มีมารดาและบิดาของข้าพเจ้า เป็นต้น

ทิฏฐา เม จาปะยะทิฏฐา วา
ที่ข้าพเจ้าได้เห็นหรือแม้ไม่ได้เห็น
อัญเญ มัชฌัตตะเวริโน สัตตา ติฏฐันติ โลกัสสะมิง
แลสัตว์ทั้งหลายอื่นที่เป็นกลาง แลมีเวรกันตั้งอยู่ในโลก
เตภุมมา จะตุโยนิกา
เกิดในภูมิ ๓ เกิดในกำเนิด ๔
ปัจเจกะจะตุโวการา
มีขันธ์ ๕ แลขันธ์ ๑ แลขันธ์ ๔
สังสะรันตา ภะวาภะเว
ท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยแลภพใหญ่
ญาตัง เย ปัตติทานัมเม
สัตว์เหล่าใดทราบการให้ส่วนบกุญของข้าพเจ้าแล้ว
อะนุโมทันตุ เต สะยัง
ขอสัตว์เหล่านั้นจงอนุโมทนาเองเถิด
เย จิมัง นัปปะชานันติ
ก็สัตว์เหล่าใด ย่อมไม่ทราบการให้ส่วนบุญของข้าพเจ้านี้
เทวา เตสัง นิเวทะยุง
ขอเทพทั้งหลายพึงแจ้งแก่สัตว์เหล่านั้น
มะยา ทินนานะ ปุญญานัง อะนุโมทะนะ เหตุนา
เพราะเหตุคืออนุโมทนาบุญทั้งหลายที่ข้าพเจ้าให้แล้ว
สัพเพ สัตตา สะทา โหนตุ อะเวรา สุขะชีวิโน
ขอสัตว์ทั้งปวงจงอย่ามีเวร อยู่เป็นสุขเสมอเถิด
เขมัปปะทัญจะ ปัปโปนตุ
แลจงถึงทางอันเกษมเถิด
เตสาสา สิชฌะตัง สุภา
ขอความหวังอันดีของสัตว์เหล่านั้นจงสำเร็จเทอญ